Insomnia ภาพยนตร์ลำดับที่สามของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ (ตอนที่ 2/2)

จากบทความที่แล้ว เราทิ้งท้ายไว้ด้วยภาพนายตำรวจยอดนักสืบที่ความคิดด้านดีและด้านเลวกำลังต่อสู้กันในหัวตลอดเวลา ดอร์เมอร์มีปัญหาเรื่องการนอนหลับหนักขึ้นเรื่อยๆ ล่วงเลยถึง 6 วันที่เขาแทบไม่ได้นอน เขายังคงเห็นภาพเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรม ภาพรอยเลือด ภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อ และภาพคู่หูของเขา

ความรู้สึกผิด กับ การเอาตัวรอด แน่นอนว่าสิ่งที่กวนใจดอร์เมอร์จนทำให้นอนไม่หลับคงไม่ใช่แค่แสงอาทิตย์ในตอนกลางคืน แต่สิ่งที่อยู่ในหัวตลอดเวลาและเขาคงอยากจะจัดการให้ได้ก็คือ การคลี่คลายคดีฆาตกรรมและจับคนผิดเข้าคุก (สังเกตจากภาพเด็กสาวที่แวบเข้ามาในความคิดของเขา) เรื่องความรู้สึกผิดที่เขายิงคู่หู รวมทั้งเรื่องรอยและเลือดผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อ (ที่ยังไม่เฉลยสักทีว่ามันเกี่ยวข้องกับเขายังไง) แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เหลืออยู่นั้น กลับถูกเหยียบย่ำให้จมหายอยู่ในจิตใต้สำนึก เพราะเขาต้องการเอาตัวรอดจากความผิดทั้งหลาย เป็นการต่อสู้กันของด้านดีและด้านมืดในใจของดอร์เมอร์ และคนดูเองก็อยากรู้ซะด้วยสิ ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะตัดสินใจยังไง

ไว้ใจ หรือ หลอกใช้ นอกจากดอร์เมอร์ ตัวละครอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ วอลเตอร์ ฟินซ์ (Robin Williams) ผู้ฆ่าเด็กสาววัย 17 นั่นเอง เราค่อนข้างแปลกใจตอนที่ฟินซ์โทรหาดอร์เมอร์และพูดคุยเหมือนคนคุ้นเคยกันทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ซักพักก็พอเข้าใจได้…อาจเพราะฟินซ์เป็นคนเก็บตัว มีชีวิตอยู่กับการเขียนนิยายสืบสวนสอบสวน ดูเหมือนเขามีความเก็บกดและแปลกแยกจากสังคมพอตัวเลยล่ะ เมื่อเขาพบว่าดอร์เมอร์ปิดบังความลับเรื่องยิงคู่หูตัวเอง ก็เหมือนเขามีพวก (พวกที่มีความผิดแต่ไม่อยากให้ใครรู้) ฟินซ์เรียกดอร์เมอร์ว่า “วิลล์” ชื่อต้น…มีแต่คนสนิทเท่านั้นที่เรียก เขาดูออกว่าวิลล์นอนไม่หลับ ตอนนัดเจอกันบนเรือฟินซ์ยังมีท่าทีสบายใจที่จะเล่าเหตุการณ์ตอนที่เขาลงมือทำร้ายเด็กสาวจนเสียชีวิตให้วิลล์ฟัง บอกเล่าช่องทางที่จะโยนความผิดให้คนอื่นและหยิบยื่นข้อแลกเปลี่ยนเรื่องที่จะปิดบังการยิงคู่หูของวิลล์ ทุกการกระทำ สีหน้า คำพูด เหมือนฟินซ์ได้คุยกับเพื่อนรู้ใจ ในขณะที่ดอร์เมอร์นั้นต่อต้านในใจตลอดเวลา แต่ก็จำยอมเพราะไม่ต้องการให้ความลับเปิดเผย (ฟินซ์นั้นดูฉลาดและมีไม้เด็ดซ่อนไว้ป้องกันตัวเองเพราะไม่ได้มั่นใจเต็มร้อยว่าดอร์เมอร์จะเล่นตามเกม)

คนดีที่บังเอิญทำเรื่องเลว แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่าดอร์เมอร์เป็นคนดี แต่ลึกๆ แล้วเขามีความดีงามในใจอยู่ เห็นได้จาก เอลลี่ เบอร์ (Hilary Swank) ตำรวจท้องถิ่น (ซึ่งชื่นชอบและนับถือดอร์เมอร์มาก) ถูกมอบให้มาทำคดีการยิงคู่หูของดอร์เมอร์ เธอเขียนรายงานว่าคนร้ายเป็นผู้ยิงจนเสียชีวิตและนำรายงานมาให้ดอร์เมอร์เซ็นผ่าน ทั้งที่ดอร์เมอร์สามารถเซ็นผ่านได้เลย คดีจะได้จบ และเขาก็จะได้พ้นผิด แต่ดอร์เมอร์กลับบอกให้เอลลี่คิดให้ดีและให้กลับไปทบทวนใหม่ และในวันที่ตำรวจจับแพะรับผิดแทนฟินซ์ ดอร์เมอร์ตระหนักถึงความไม่ถูกต้อง และเขาได้ระบายให้คนที่โรงแรมฟังถึงที่มาของการตรวจสอบจากกองกิจการภายใน ซึ่งเป็นจุดเฉลยว่าภาพรอยเลือด และภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อเกี่ยวข้องกับเขายังไง และการยึดถือในความถูกต้องก็นำพาให้เขาไปสู่จุดจบของเรื่องและท้ายสุดก็สามารถนอนหลับได้ซักที

เสน่ห์ของหนังโนแลน มักจะมีการทิ้งปม และคลายปมตอนท้าย ซึ่งมักจะสร้างความประหลาดใจให้คนดูเสมอ ปมที่ว่าอาจไม่ใช่เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นให้เห็นโต้งๆ เสมอไป แต่บางคราวปมนั้น อาจเป็นเรื่องก้ำกึ่งของเหตุการณ์กับความขัดแย้งทางความคิดหรือทางความรู้สึกของตัวละคร เรื่องนี้นอกจากการสำรวจจิตใจของวิลล์ ดอร์เมอร์ (ซึ่งอาจเปรียบเป็นตัวแทนของคนรู้สึกผิดบาปกับบางสิ่งที่เคยทำในอดีต) เรายังจะได้ชมการหักเหลี่ยมเฉือนคมของ วิลล์ ดอร์เมอร์ และ วอล์เตอร์ ฟินซ์ รวมทั้งการแสดงได้เข้าถึงบทบาทของ Al Pacino และ Robin Williams ทำให้หนังสนุก น่าติดตาม และเป็นหนังที่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่งของโนแลน

Insomnia ภาพยนตร์ลำดับที่สามของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ (ตอนที่ 1/2)

Insomnia (2002) ชื่อไทย เกมเขย่าขั้วอำมหิต เป็นหนังลำดับที่สามของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ ถัดจาก Following (1998) และ Memento (2000) ซึ่งใครจะรู้บ้างว่าหลังจากคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ ทำหนังเรื่องนี้แล้วเขาได้จะกลายเป็นผู้กำกับแถวหน้า และทำหนังฟอร์มใหญ่ รายได้สูง และล้วนแต่เป็นหนังดังหนังขึ้นหิ้งทั้งนั้น ได้แก่ Batman Begins (2005) The Prestige (2006) The Dark Knight (2008) Inception (2010) The Dark Knight Rises (2012) Interstellar (2014) และ Dunkirk (2017)

Insomnia เปิดเรื่องภาพหยดเลือดสีแดงบนเนื้อผ้าสีขาว วงสีแดงของเลือดค่อยๆ แทรกซึมไปตามเส้นใยผ้าและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ (เหมือนเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่คนดูเชื่อว่าจะต้องเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องของหนังแน่ ๆ) ภาพขยับออกมาเห็นชายคนหนึ่งจากทางด้านหลัง เขากำลังถูไถรอยเลือดบนแขนเสื้อ (ตรงนี้เอง ก็ทำให้คนดูเชื่อว่า นี่คงเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นเหตุการณ์สำคัญ แต่ถูกทิ้งให้เป็นปริศนา เพื่อที่จะเฉลยในตอนท้าย) จากนั้นหนังถึงได้เริ่มเดินเรื่องตามปกติ โดยมีเนื้อเรื่องโดยย่อคือนักสืบวิลล์ ดอร์เมอร์ (Al Pacino) จากกรมตำรวจลอสแองเจอลิส พร้อมกับคู่หูของเขา ได้ถูกส่งมาสอบสวนคดีฆาตกรรมเด็กสาววัยรุ่นอายุ 17 ปีที่เมืองอลาสกา ซึ่งเป็นเมืองที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน (ในเวลากลางคืน ก็ยังสว่างราวกับไม่ใช่กลางคืน) ในช่วงเวลาเดียวกันดอร์เมอร์และคู่หูถูกกองกิจการภายในของตำรวจสอบเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ของเขา ที่อาจมีความผิดพลาดและไม่ถูกต้อง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงคนร้ายที่เขาเคยจับเข้าคุกจะถูกปล่อยออก รวมทั้งจะกระทบกับหน้าที่การงานและชื่อเสียงที่เขาได้สั่งสมมา ดอร์เมอร์จึงไม่คิดจะยอมรับความผิดพลาดนั้น ในขณะคู่หูไม่สนใจเรื่องคนร้ายจะถูกปล่อยและพร้อมจะสารภาพความจริงเพื่ออนาคตการงานของเขาเอง เมื่อดอร์เมอร์มาถึงเมืองพระอาทิตย์ไม่ตกดินคืนแรกเขามีปัญหากับการนอนหลับ (ภาพเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรม ภาพรอยเลือดและภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อถูกฉายแทรกเข้ามาในความคิดของเขา) เขาสอบสวนคดีร่วมกับตำรวจท้องถิ่นและคดีมีความก้าวหน้าจนสามารถติดตามคนร้ายไปในกระท่อมกลางป่า อาจเป็นอุบัติเหตุหรืออาจเป็นความตั้งใจ…ดอร์เมอร์ยิงคู่หูของตัวเองเสียชีวิต แต่เขาบอกตำรวจที่ไปด้วยกันว่าเป็นฝีมือคนร้าย (คืนต่อมาเขายังมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ และภาพที่ฉายแทรกในความคิดของเขายังคงเป็นภาพเด็กสาว รอยเลือดและภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อ และเพิ่มเติมคือภาพคู่หูของเขา)

แม้ว่าดอร์เมอร์ค่อนข้างเจอกับปัญหาหนัก แต่เขายังรักษามาตรฐานนักสืบมือดี เขาแกะรอยคนร้ายจากข้าวของของผู้ตาย จนกลางเรื่องคนร้ายถึงได้ปรากฏตัว เขาเป็นนักเขียนท้องถิ่น ชื่อวอลเตอร์ ฟินซ์ (Robin Williams) ซึ่งโทรศัพท์มาเล่นสงครามประสาทกับดอร์เมอร์ ฟินซ์บอกว่าเขาเห็นดอร์เมอร์ยิงคู่หูของตัวเอง แต่กลับบอกตำรวจว่าเป็นฝีมือคนร้าย ฟินซ์จึงใช้ข้อมูลนี้มาแบล็คเมล์ดอร์เมอร์ เพื่อแลกกับการโยนความผิดในคดีฆาตกรรมสาววัยรุ่นให้คนอื่นเป็นแพะไป

ดอร์เมอร์ นายตำรวจที่พยายามปกปิดความผิดพลาดบางอย่างจากการตรวจสอบของกองกิจการภายใน ด้วยเหตุผลที่เขาเกรงว่าหากยอมรับผิดแล้ว จะทำให้คนร้ายที่เขาเคยจับ ถูกปล่อยออกมาเป็นอิสระ ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและเขายอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด ในขณะที่เขาเองกำลังปกปิดเรื่องที่ตัวเองเป็นคนยิงคู่หู และต้องร่วมมือกับคนร้ายในการโยนความผิดให้คนบริสุทธิ์ ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและถือเป็นความเลวร้ายมากในความคิดของเขา ในบทความตอนต่อไป เราจะวิเคราะห์ความคิดของดอร์เมอร์ให้ลึกซึ้งมากขึ้น…โปรดติดตาม