Life is Beautiful: ความงดงามของชีวิต

หากจะให้แนะนำหนังดีที่ควรดูสักครั้งในชีวิต ชื่อของหนังเรื่อง Life is Beautiful หรือชื่อภาษาไทยว่า “ยิ้มไว้โลกนี้ไม่มีสิ้นหวัง” ก็จะโผล่ขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ ถ้าบอกว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิตของชายชาวยิวในอิตาลีคนหนึ่ง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางการกวาดล้างชาวยิว หลายคนคงสงสัยว่า แล้ว life มันจะ beautiful เหมือนชื่อหนังได้ยังไง แต่มันก็เป็นไปได้ในหนังเรื่องนี้ เพราะตัวละครที่ชื่อว่า “กุยโด” ซึ่งนำแสดงโดย Roberto Benigni นั้น ถูกวางไว้ให้เป็นมนุษย์ที่ฉลาดเฉลียว มีอารมณ์ขัน ร่าเริงสดใสเปี่ยมล้นไปด้วยจินตนาการ และมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ

ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข

กุยโดชอบเล่นเกมทายปัญหากับคุณหมอ ผู้เป็นลูกค้าในร้านอาหารที่เขาเป็นพนักงานเสิร์ฟ ก่อนที่เขาจะเดินตามความฝันในการเปิดร้านหนังสือได้สำเร็จ และแต่งงานสร้างครอบครัวกับคุณครูสาวแสนสวยที่ชื่อว่าดอร่า แม้ว่าระหว่างเส้นทางชีวิตจะพบกับอุปสรรคบ้าง แต่กุยโดก็ใช้สติปัญญาอันเฉลียวฉลาดผ่านพ้นปัญหาไปได้เสมอ จนถึงจุดพลิกผัน เมื่อเริ่มมีการกวาดล้างชาวยิวในอิตาลีอย่างจริงจัง ชีวิตครอบครัวอันแสนสุขของกุยโดก็ได้พังทลายลง หนังใช้การเล่าเรื่องผ่านโทนของภาพได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในพาร์ทแรกที่ใช้โทนสีสดใส หรือพาร์ทหลัง ฉากในค่ายกักกันชาวยิวที่ดูมืดหม่น และหดหู่ แต่ผู้ที่ยังคงสามารถร่าเริงได้ตลอดเวลาก็คือกุยโด พระเอกผู้มากอารมณ์ขันของเรานั่นเอง สาเหตุสำคัญนั่นเป็นเพราะว่า กุยโด ไม่ต้องการให้โจชัว ลูกชายตัวน้อยของเขา รับรู้เรื่องราวความโหดร้ายของสงคราม เมื่อความจริงมันโหดร้ายเกินไป กุยโดจึงเลือกที่จะปิดบังความจริง โดยใช้ความฉลาดหลักแหลม และมองโลกในแง่ดีของเขา เพื่อให้โจชัวเข้าใจว่ากำลังเล่นเกมอยู่ หนังถ่ายทอดลีลาการแก้ปัญหาของกุยโดออกมาได้อย่างน่ารัก แต่ก็ชวนให้สะท้อนใจถึงความโหดร้ายของสงครามได้เช่นกัน

“กุยโด” ชายผู้รักครอบครัวยิ่งชีวิต

ความงดงามของหนังเรื่องนี้ บางคนอาจมองว่าเป็นการพยายามใช้การมองโลกในแง่ดีในสถานการณ์ที่โหดร้ายที่สุด แต่สิ่งที่งดงามที่สุดนั้น ก็คงต้องยกให้ความรักของกุยโดที่มีต่อครอบครัวของเขา โดยเฉพาะกับโจชัว ลูกชายซึ่งอยู่ในวัยเด็กกำลังซน ไม่ควรจะต้องมารับรู้เรื่องราวความโหดร้ายของค่ายกักกัน กุยโดนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักความห่วงใยและปรารถนาดีต่อลูกชายและภรรยา แม้กระทั่งตอนอยู่ในค่ายกักกัน เขาก็ยังคงปิดบังโจชัวไม่ให้รับรู้ โดยการใช้จินตนาการสร้างโลกแบบที่เขาอยากให้เป็นสำหรับลูกของเขา ซึ่งสุดท้ายแล้ว ครอบครัวของกุยโดจะสามารถรอดพ้นจากค่ายกักกันอันแสนโหดร้ายได้หรือไม่นั้น ผู้ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงทราบกันดี ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดูก็คงต้องขอชวนให้ไปลุ้นกันในหนัง

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะเข้าฉายครั้งแรกตั้งแต่ปี 1997 แต่แก่นของหนังยังคงมีความทันสมัย และนำมาเป็นข้อคิดที่ดีได้จนถึงยุคปัจจุบัน งานชิ้นนี้ เป็นผลงานกำกับของ Roberto Benigni เอง ซึ่งเขาก็ได้เข้าชิงออสการ์ในฐานะผู้กำกับ และได้รางวัลในฐานะนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครอง ส่วนตัวหนังก็ได้รับรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมอีกด้วย รางวัลการันตีขนาดนี้ ใครยังไม่เคยดูก็คงต้องดูสักครั้ง หรือจะดูหลาย ๆ ครั้งก็ได้นะ