Memento ภาพหลอนซ่อนรอยมรณะ : ภาพยนตร์ลำดับที่สองของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์

Memento (2000) ชื่อไทย ภาพหลอนซ่อนรอยมรณะ เป็นภาพยนตร์ที่มีการเล่าเรื่องอย่างมีเอกลักษณ์ แปลกใหม่ ทำให้ผู้ชมได้ขบคิดทั้งระหว่างที่ดูและภายหลังดูจบ เป็นหนังที่คนดูเอามาถกเถียงกันต่อว่ามีความคิดเห็นอย่างไร มีมุมมองที่เหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่ หลายคนที่ดูจบแบบไม่เข้าใจ แต่ยังยอมรับอยู่ดีว่า เฮ้ย!… เรื่องนี้มันเจ๋งจริงๆ

Memento เป็นเรื่องราวของลีโอนาร์ด เชลบี (รับบทโดย กาย เพียร์ช) อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประกันภัย ซึ่งมีอาการสูญเสียความทรงจำระยะสั้น (short-term memory loss) เขามีปัญหาเกี่ยวกับการสร้างความทรงจำใหม่ๆ ไม่ได้ (ประมาณว่าพอผ่านไปซัก 10 นาที ก็จำสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ได้แล้ว) สิ่งเดียวที่เขาจำได้คือเขากำลังตามล่าคนที่ข่มขืนและฆ่าภรรยาของเขา ลีโอนาร์ดใช้การจดโน้ตและถ่ายรูปไว้ด้วยกล้องโพลารอยด์เพื่อเตือนความทรงจำ และหากเป็นข้อมูลที่เขาเห็นว่าสำคัญมากๆ เขาจะสักไว้บนผิวหนัง เรื่องราวต่อจากนั้นคือการปะติดปะต่อข้อมูลและความทรงจำจากโน๊ตและรอยสักเพื่อตามหาคนที่ฆ่าเมียของเขาชื่อ John G. ซึ่งความเจ๋งอยู่ที่การเล่าเรื่อง โดยเรื่องแบ่งเป็น 2 ส่วน (2 เรื่อง 2 ไทม์ไลน์) ส่วนแรกเป็นภาพสีเล่าเรื่องแบบย้อนหลังจากจุดสิ้นสุดของเรื่องซึ่งลีโอนาร์ดได้ฆ่าคนที่เขาคิดว่าเป็นฆาตกร (ลีโอนาร์ดเรียกเขาว่าเท็ดดี้) ย้อนหลังไปทีละเหตุการณ์ ส่วนที่สองเป็นภาพขาวดำ เล่าเรื่องตามลำดับเวลาโดยแสดงให้เห็นว่าลีโอนาร์ดพูดคุยกับใครบางคนทางโทรศัพท์เขาเล่าเหตุการณ์และข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับคดีภรรยาของเขา และแล้วเรื่องราวในฝั่งขาวดำ เดินทางมาบรรจบ เรื่องราวฝั่งภาพสี เมื่อลีโอนาร์ดตามมาเจอชายคนหนึ่งชื่อ Jimmy Grand และรัดคอจนเสียชีวิต และเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นจุดสรุปว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเป็นที่มาที่ทำให้เท็ดดี้เสียชีวิต (กลับไปที่จุดเริ่มต้นของหนัง) ตลอดเรื่องหนังฉายภาพความทรงจำลางเลือนของลีโอนาร์ด เหตุการณ์ขาดห้วง ขาดหาย ปะติดปะต่อข้อมูลด้วยการสรุปตามความรู้สึกของตัวเอง ทำให้คนดูเกิดความสับสันว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนไม่จริง แต่เราก็ยังตามติดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งแบบเล่าไปข้างหน้าและเล่าแบบถอยหลัง หลายจุดที่ต้องร้องอ๋อในใจ…เข้าใจแล้วว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มันมีที่มาแบบนี้นี่เอง มันสนุก และแปลกใหม่มากจริง ๆ

จะว่าไปเรื่องนี้กาย เพียร์ช เล่นดี พาคนดูงงงวย จนเหมือนจะสูญเสียความจำระยะสั้นตามไปด้วย และคุณรู้หรือไม่ว่าอาการเสียความจำของพระเอกนั้น เป็นกลุ่มอาการทางการแพทย์ที่มีจริง เรียกว่า Anterograde Amnesia ซึ่งสมองไม่สามารถสร้างความจำใหม่ได้เนื่องจากสมองส่วน hippocampus ถูกทำลาย และข้อสรุปของเรื่องนี้ ก็อยู่ที่คำพูดก่อนตายของเท็ดดี้ตั้งแต่เริ่มเรื่องเลย ที่เท็ดดี้บอกลีโอนาร์ดว่า “You don’t have a clue, you freak!” คุณน่ะ ไม่ได้มีข้อมูลเงื่อนงำอะไรเลย…คุณก็แค่บ้า!

Following ภาพยนตร์เรื่องแรก ของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์

Following (1998) ชื่อไทย อาชญากรรมฝังเขี้ยวซ่อนรอย หนังเรื่องแรกของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ เป็นแนวฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ภาพขาวดำทั้งเรื่องและมีความยาวเพียง 69 นาที แม้จะเป็นหนังต้นทุนต่ำเพียง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ความดีงามของหนังไม่ได้ด้อยราคาเลย ถึงจะไม่ได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดาหนังขึ้นหิ้งของเขา แต่ Following ถือเป็นหนังที่มีบทน่าสนใจและคู่ควรที่จะหามาดูเป็นอย่างยิ่ง

หนังเปิดเรื่องด้วยฉากชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งฟัง Bill เล่าเรื่องว่าเขาเป็นนักเขียนที่ชอบที่จะสะกดรอยตามคนแปลกหน้า เพื่อนำมาประกอบเรื่องราวในงานเขียนของเขา และภาพก็ตัดเข้าสู่เรื่องราว Bill เรื่องราวเล่าถึงบ่ายวันหนึ่ง Bill ได้สะกดรอยตามผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในร้านอาหาร แต่อยู่ๆ ผู้ชายแต่งตัวดี ใส่สูท ท่าทางมั่นใจในตัวเองคนนั้นกลับเดินเข้ามาขอนั่งโต๊ะเดียวกับเขา เขาชื่อ Cobb… เขาเปิดเผยงานที่เขาทำ (ซึ่งก็คือการแอบย่องเข้าไปขโมยของในบ้านคนอื่น) และชักชวนให้ Bill ติดตามไปดูการทำงานของเขา การติดตาม Cobb ทำให้ Bill ได้เข้าไปในบ้านสาวสวยคนหนึ่ง Cobb ชักชวนให้ Bill หยิบชุดชั้นในไป นอกจากนั้น Bill ยังขโมยพวกของส่วนตัวและภาพถ่ายของเธอไปด้วย ซึ่งจากภาพถ่ายนี้เองที่ทำให้ Bill เกิดสนใจและสะกดรอยตามเธอในเวลาต่อมา นำไปสู่การทำความรู้จักกันและเธอเล่าว่าเธอคบกับมาเฟียคนหนึ่งซึ่งเคยฆ่าคนต่อหน้าเธอ ในห้องนั่งเล่นของเธอ และมาเฟียนั่นก็จะแบล็คเมล์เธอด้วยภาพถ่ายโป๊ของเธอซึ่งตอนนี้เก็บไว้ในตู้เซฟ และ Bill ก็อาสาที่จะย่องเข้าไปเอาภาพนั้นออกมา

หนังมี Story ไม่ยาวมาก แต่จะโดดเด่นตรงการเล่าเรื่อง ที่ตัดสลับเหตุการณ์ไปมาด้วยความมีชั้นเชิง เริ่มแรกที่ปูเรื่องมา Bill คือตัวละครสำคัญแน่ๆ คนดูต่างเฝ้ารอว่าเขาจะโชว์ทีเด็ดอะไรออกมา และเรื่องจะพีคตอนไหน พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ เราเห็น Bill เดินเข้าไปติดกับบางอย่างของใครบางคน และเดินตามเกมที่ใครคนนั้นวางไว้จนถลำลึกไปเรื่อยๆ เราเซอร์ไพรส์ตอนท้ายไม่น้อย เมื่อเห็นว่าเรื่องราวที่ Bill รับรู้ว่าคนอื่นเป็นคนทำก่อนหน้านี้ทุกอย่างย้อนกลับมาชี้ชัดว่า Bill เป็นผู้ลงมือเอง ตรงนี้คือความเจ๋งของบทหนังเลยก็ว่าได้ ดูจบเราย้อนนึกว่า Bill ที่ถูกปูเรื่องมาให้เข้าใจว่าเป็นพระเอกน่ะ แท้จริงแล้วมีพระเอกที่เจ๋งกว่าซ่อนอยู่ฉากหลัง หันมองกลับมาที่คนดูแบบเท่ๆ และก็หายไปกลับเข้าไปกับฉากหลังขาวดำในตอนจบ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด และฉลาดอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีประสบการณ์โชกโชนด้วย โนแลนได้เริ่มต้นการกำกับหนังเรื่องแรกด้วยการโชว์สไตล์หนังในแบบของเขา ซึ่งยังคงธีมแบบนี้ในหนังเรื่องถัดมาทั้ง Momento (2000) และ Insomnia (2002) อีกด้วย