Life is Beautiful: ความงดงามของชีวิต

หากจะให้แนะนำหนังดีที่ควรดูสักครั้งในชีวิต ชื่อของหนังเรื่อง Life is Beautiful หรือชื่อภาษาไทยว่า “ยิ้มไว้โลกนี้ไม่มีสิ้นหวัง” ก็จะโผล่ขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ ถ้าบอกว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิตของชายชาวยิวในอิตาลีคนหนึ่ง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางการกวาดล้างชาวยิว หลายคนคงสงสัยว่า แล้ว life มันจะ beautiful เหมือนชื่อหนังได้ยังไง แต่มันก็เป็นไปได้ในหนังเรื่องนี้ เพราะตัวละครที่ชื่อว่า “กุยโด” ซึ่งนำแสดงโดย Roberto Benigni นั้น ถูกวางไว้ให้เป็นมนุษย์ที่ฉลาดเฉลียว มีอารมณ์ขัน ร่าเริงสดใสเปี่ยมล้นไปด้วยจินตนาการ และมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ

ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข

กุยโดชอบเล่นเกมทายปัญหากับคุณหมอ ผู้เป็นลูกค้าในร้านอาหารที่เขาเป็นพนักงานเสิร์ฟ ก่อนที่เขาจะเดินตามความฝันในการเปิดร้านหนังสือได้สำเร็จ และแต่งงานสร้างครอบครัวกับคุณครูสาวแสนสวยที่ชื่อว่าดอร่า แม้ว่าระหว่างเส้นทางชีวิตจะพบกับอุปสรรคบ้าง แต่กุยโดก็ใช้สติปัญญาอันเฉลียวฉลาดผ่านพ้นปัญหาไปได้เสมอ จนถึงจุดพลิกผัน เมื่อเริ่มมีการกวาดล้างชาวยิวในอิตาลีอย่างจริงจัง ชีวิตครอบครัวอันแสนสุขของกุยโดก็ได้พังทลายลง หนังใช้การเล่าเรื่องผ่านโทนของภาพได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในพาร์ทแรกที่ใช้โทนสีสดใส หรือพาร์ทหลัง ฉากในค่ายกักกันชาวยิวที่ดูมืดหม่น และหดหู่ แต่ผู้ที่ยังคงสามารถร่าเริงได้ตลอดเวลาก็คือกุยโด พระเอกผู้มากอารมณ์ขันของเรานั่นเอง สาเหตุสำคัญนั่นเป็นเพราะว่า กุยโด ไม่ต้องการให้โจชัว ลูกชายตัวน้อยของเขา รับรู้เรื่องราวความโหดร้ายของสงคราม เมื่อความจริงมันโหดร้ายเกินไป กุยโดจึงเลือกที่จะปิดบังความจริง โดยใช้ความฉลาดหลักแหลม และมองโลกในแง่ดีของเขา เพื่อให้โจชัวเข้าใจว่ากำลังเล่นเกมอยู่ หนังถ่ายทอดลีลาการแก้ปัญหาของกุยโดออกมาได้อย่างน่ารัก แต่ก็ชวนให้สะท้อนใจถึงความโหดร้ายของสงครามได้เช่นกัน

“กุยโด” ชายผู้รักครอบครัวยิ่งชีวิต

ความงดงามของหนังเรื่องนี้ บางคนอาจมองว่าเป็นการพยายามใช้การมองโลกในแง่ดีในสถานการณ์ที่โหดร้ายที่สุด แต่สิ่งที่งดงามที่สุดนั้น ก็คงต้องยกให้ความรักของกุยโดที่มีต่อครอบครัวของเขา โดยเฉพาะกับโจชัว ลูกชายซึ่งอยู่ในวัยเด็กกำลังซน ไม่ควรจะต้องมารับรู้เรื่องราวความโหดร้ายของค่ายกักกัน กุยโดนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักความห่วงใยและปรารถนาดีต่อลูกชายและภรรยา แม้กระทั่งตอนอยู่ในค่ายกักกัน เขาก็ยังคงปิดบังโจชัวไม่ให้รับรู้ โดยการใช้จินตนาการสร้างโลกแบบที่เขาอยากให้เป็นสำหรับลูกของเขา ซึ่งสุดท้ายแล้ว ครอบครัวของกุยโดจะสามารถรอดพ้นจากค่ายกักกันอันแสนโหดร้ายได้หรือไม่นั้น ผู้ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงทราบกันดี ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดูก็คงต้องขอชวนให้ไปลุ้นกันในหนัง

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะเข้าฉายครั้งแรกตั้งแต่ปี 1997 แต่แก่นของหนังยังคงมีความทันสมัย และนำมาเป็นข้อคิดที่ดีได้จนถึงยุคปัจจุบัน งานชิ้นนี้ เป็นผลงานกำกับของ Roberto Benigni เอง ซึ่งเขาก็ได้เข้าชิงออสการ์ในฐานะผู้กำกับ และได้รางวัลในฐานะนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครอง ส่วนตัวหนังก็ได้รับรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมอีกด้วย รางวัลการันตีขนาดนี้ ใครยังไม่เคยดูก็คงต้องดูสักครั้ง หรือจะดูหลาย ๆ ครั้งก็ได้นะ

เมื่อ Be with You หนังสุดซึ้งกำลังจะมีเวอร์ชันรีเมค

Be with you คือภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่สร้างจากนิยายขายดีชื่อเดียวกันของ Takuji Ichikawa ที่ตราตรึงใจใครหลายคน ด้วยพล็อตเรื่องที่มีการหักมุมอย่างคาดไม่ถึง ต้องบอกว่าเวอร์ชันแรกของญี่ปุ่นนั้นทำออกมาได้อย่างลงตัวมาก ทั้งนักแสดงและโทนของหนัง อาจมีการดัดแปลงเนื้อเรื่องไปจากเวอร์ชันนิยายบ้าง แต่ก็ไม่ทิ้งแก่นของเรื่อง และให้ความรู้สึกซาบซึ้งไม่ต่างกัน ด้วยความที่เป็นหนังสัญชาติญี่ปุ่น จึงมีลักษณะเฉพาะตัวก็คือความเป็นธรรมชาติ การดำเนินเรื่องที่ไม่หวือหวา แต่ทว่าค่อย ๆ เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และแฝงปรัชญาหรือข้อคิดอะไรบางอย่างไว้เสมอ โดยไม่ต้องบอกออกมาตรง ๆ และทำให้เราเสียน้ำตาได้โดยไม่ต้องพยายาม แต่เมื่อมีการรีเมคให้เป็นเวอร์ชันเกาหลีนั้น เชื่อว่าสไตล์การเล่าเรื่องก็น่าจะเปลี่ยนไปเป็นแนวหนังรักโรแมนติกแบบเกาหลี ซึ่งน่าจะเข้าถึงคนไทยได้ในวงกว้างกว่าเดิม

แล้วฉันจะกลับมา

ตามเนื้อเรื่องในเวอร์ชันเดิม “มิโอะ” ได้ให้สัญญาไว้กับสามีและลูกชายก่อนที่เธอจะเสียชีวิต ว่าเธอจะกลับมาเมื่อถึงฤดูฝนในปีถัดไป และเมื่อวันแรกของฤดูฝนมาถึง “ทาคุมิ” และลูกชาย “ยูจิ” ได้เดินเข้าไปในป่า ที่พวกเขาและมิโอะเคยมาด้วยกัน แล้วก็ได้พบกับหญิงสาวหน้าตาเหมือนมิโอะ เพียงแต่เธอไม่มีความทรงจำใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย พวกเขามีโอกาสได้ใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งทั้งทาคุมิ และยูจิต่างก็เฝ้าภาวนาให้ฤดูฝนยาวนานกว่านี้ เพราะไม่อยากให้มิโอะจากไปอีก และสุดท้ายปริศนาทั้งหมดก็ได้รับการคลี่คลายจากบันทึกของมิโอะเอง ที่บันทึกและซ่อนเอาไว้ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้น ความสนุกของหนังเรื่องนี้ก็คือ การคาดเดาปริศนาที่ว่า มิโอะนั้นกลับมาปรากฏตัวได้ยังไง และวิธีน่ารัก ๆ ของยูจิ ที่พยายามอ้อนวอนไม่ให้ฤดูฝนหมดลง

ชีวิตที่ (ไม่) สมบูรณ์แบบ

เนื่องจากนิยายเรื่องนี้ ถูกเขียนขึ้นในยุคสมัยที่สังคมญี่ปุ่นคาดหวังความสมบูรณ์แบบ การแต่งงาน สร้างครอบครัว การปฏิบัติหน้าที่สามีภรรยาที่ดี มีลูกที่น่ารัก มีครอบครัวที่อบอุ่น ล้วนเป็นภาพในอุดมคติ แต่เมื่อนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ออกมา ทั้งสามตัวละครในครอบครัว ล้วนแล้วแต่มีข้อบกพร่องซึ่งไม่อาจนำพาให้ชีวิตครอบครัวของพวกเขาเป็นไปตามอุดมคติของสังคมได้ ทุกคนจึงมีปมในใจที่รอการคลี่คลาย แน่นอนว่าเราจะได้เห็นความรักอย่างสุดซึ้ง ที่หญิงสาวผู้จากไปมีต่อสามีและลูกของเธอ และความผูกพันของคนครอบครัวที่จะทำให้เรารู้สึกอบอุ่นหัวใจ โดยไม่จำเป็นจะต้องมีความสมบูรณ์แบบตามอุดมคติเลย

ใครที่เป็นคอหนังแนวรักโรแมนติกซึ้งกินใจ เพิ่มหนังเรื่องนี้ลงไปในลิสต์หนังที่ต้องดู และเตรียมไปเสียน้ำตาได้เลย Be with You เวอร์ชันรีเมค นำแสดงโดย 2 นักแสดงเกาหลีสุดฮอต ซนเยจิน และโซจีซอบ เข้าฉายในไทย 21 มิถุนายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

 

The Danish Girl: หนังที่สร้างแรงบันดาลใจให้สตรีข้ามเพศ

หากใครที่ชื่นชอบ และประทับใจในฝีมือการแสดงของ Eddie Redmayne และ Alicia Vikander แล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้อย่างแรง เพราะหนังได้เปิดโอกาสให้นักแสดงนำได้ปล่อยของอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย บางฉากบางตอนในหนังที่ดูน่าจะธรรมดา แต่เมื่อได้การแสดงของนักแสดงขั้นเทพทั้งสอง ที่สามารถเข้าถึงตัวละครได้เป็นอย่างดีแล้ว เราจึงสัมผัสได้ถึงอารมณ์อันซับซ้อนของตัวละครได้อย่างชัดเจน The Danish Girl เป็นเรื่องราวชีวิตของคู่สามีภรรยา ซึ่งทั้งคู่เป็นจิตรกรชาวเดนมาร์ค ชื่อว่า ไอนาร์ และ เกอร์ด้า เวเกเนอร์ ที่ดูเหมือนจะราบรื่นและไปได้ดี จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนเมื่อ ไอนาร์ ผู้เป็นสามี ได้ค้นพบตัวตนที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ในตัวเอง และรอวันที่จะเปิดเผยออกมาโดยตลอด

ตัวตนที่เปลี่ยนไป ไม่อาจหวนคืน

หากใครพอจะทราบประวัติของ ไอนาร์ เวเกเนอร์ ก็คงจะทราบกันดีว่าเขา หรือเธอ คือสตรีข้ามเพศคนแรกที่เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจนประสบความสำเร็จ และเปลี่ยนชื่อเป็น ลิลี่ เอลเบ ในภายหลัง แม้ว่าการเล่าเรื่องของหนังนั้นเป็นการเล่าเรื่องแบบเป็นเส้นตรง ไม่มีการตัดสลับที่หวือหวา แต่ก็ได้พาเราดำดิ่งลงไปถึงก้นบึ้งของหัวใจของตัวละคร ซึ่งเต็มไปด้วยความกลัว และสับสนอยู่ภายใน ระหว่างที่มองดูการเติบโตของหญิงสาวที่ชื่อ ลิลี่ ที่ตอนแรกเป็นเพียงแค่นามสมมติที่ตั้งขึ้นสนุก ๆ แต่กลับค่อย ๆ เผยตัวตนที่ชัดเจนออกมาแทนที่ชายหนุ่มที่ชื่อ ไอนาร์ ซึ่งแท้จริงแล้ว ตัวตนของชายหนุ่มอย่างไอนาร์นั่นแหละ ที่เป็นเพียงตัวตนสมมติ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริงที่สังคมในสมัยนั้นไม่อาจยอมรับเอาไว้ ดังนั้นเมื่อ ลิลี่ ได้โบยบินออกมาด้วยความเต็มใจแล้ว การหวนกลับไปเป็นชายหนุ่มอีกครั้ง จึงเป็นเรื่องที่ฝืนจิตใจเป็นอย่างยิ่ง

ความรัก ไร้เงื่อนไข

ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความรักที่คนทั้งคู่มีให้กันก็ไม่เคยเปลี่ยน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการตอบสนองจากสามีอย่างที่เธอเคยได้รับมาโดยตลอด แต่เกอร์ด้า ก็ยังคงรักและปรารถนาดีต่อคู่ชีวิตของเธออยู่เสมอ ส่วนไอนาร์ หรือลิลี่นั้น ก็ไม่เคยรู้สึกเสียใจกับการแต่งงานกับเกอร์ด้าเลย ตรงกันข้าม เขากลับรักและเทิดทูนเธอมากกว่าใครในโลกนี้ ซึ่งนับว่าเป็นความรักในรูปแบบที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่งในการแสดงออกถึงความรักของคนทั้งคู่นั้น ต้องยกความดีความชอบให้กับการแสดงของดารานำ เพราะทำออกมาได้กลมกลืน ไม่ดูประดักประเดิดเลยแม้แต่น้อย ทำให้เชื่อได้อย่างสนิทใจว่าทั้งสองนั้นรักกันจริง ๆ แม้ว่าจะต้องพบเจอกับความเปลี่ยนแปลงไปมากมายแค่ไหน

สรุปแล้วหนังเรื่องนี้ อาจเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความรักของเราไปตลอดกาล เป็นอีกเรื่องที่คอหนังดราม่าพลาดไม่ได้ เพราะฝีไม้ลายมือการแสดงของ Eddie และ Alicia ในเรื่องนี้นั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ และ Alicia เองก็คว้าออสการ์ไปนอนกอดได้แบบสวย ๆ จากหนังเรื่องนี้

 

รวมหนังเกี่ยวกับเพลงและดนตรีดีต่อใจ ที่ใครก็ไม่ควรพลาด ตอนที่ 1

ภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่องหลักเกี่ยวข้องกับตัวละครที่หลงใหลในเสียงดนตรี มักจะมีเพลงประกอบหนังที่โดนใจ ใครที่ชอบฟังเพลงก็มักจะถูกอกถูกใจไปตาม ๆ กัน หนังเกี่ยวกับดนตรีไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องแบบมิวสิคัลเสมอไป แต่เนื่องจากว่าตัวละครในหนังอาจเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง หรือมีอาชีพที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ในหนังจึงต้องมีการสอดแทรกเพลงประกอบลงไป ซึ่งเพลงเหล่านั้นก็มักจะได้รับการแต่งขึ้นมาใหม่ ให้เหมาะกับเนื้อเรื่องและทำให้คนดูอินไปกับเรื่องราวได้ไม่ยาก

Once (2007)

หนังของผู้กำกับ John Carney ที่คว้ารางวัลออสการ์เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง จากเพลง “Falling Slowly” ที่ซึ้งกินใจมาก ๆ หนังให้ความรู้สึกเรียล ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตัวละครที่ไม่ได้เป็นดาราดัง แต่เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงระดับเทพ ดังนั้น อารมณ์เพลงที่ถ่ายทอดออกมาในหนังเรื่องนี้จึงไปได้สุดมาก ๆ และการถ่ายทำแบบ Handheld คือถือกล้องเดินตามนักแสดงเป็นส่วนใหญ่ ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างมันจริง รู้สึกใกล้ชิดกับตัวละคร และสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของตัวละครอย่างชัดเจน โทนหนังเจือไปด้วยสีเทาหม่น ๆ แต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่น และมีความหวังอยู่เสมอ

Begin Again (2013)

หนังดนตรีเรื่องถัดมาของ John Carney เรื่องนี้ เป็นเรื่องของ “แดน” โปรดิวเซอร์มือตก และ “เกร็ตต้า” นักแต่งเพลงสาวที่เพิ่งถูกแฟนนอกใจ ซึ่งบังเอิญมาพบกันขณะที่เกร็ตต้ากำลังบรรเลงเพลงที่เธอแต่งเองในร้านนั่งดื่มเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งแดนนั้นถูกอกถูกใจเพลงของเธอมาก จนกระทั่งตัดสินใจชวนมาทำเพลงด้วยกัน เพลง Lost Stars ซึ่งเป็นเพลงที่โดดเด่นที่สุดในหนังเรื่องนี้ มี 2 เวอร์ชัน อันแรกถูกขับร้องโดยนางเอก Keira Knightley ซึ่งให้ความรู้สึกเรียลมาก ๆ ส่วนเวอร์ชันของ Adam Levine ร็อคสตาร์ชื่อดังนั้นดูจะมีความแมสมากกว่า ซึ่งก็เข้ากับเนื้อเรื่องในหนังได้อย่างพอดิบพอดี

Whiplash (2014)

ก่อนที่ผู้กำกับ Damien Chazelle จะไปกวาดรางวัลออสการ์จาก La La Land นั้น เขาผ่านการกำกับหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับดนตรีมาก่อน นั่นคือ Whiplash หนังที่เล่าเรื่องของ “แอนดรูว์” เด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ ที่หวังอยากเป็นมือกลองแนว Jazz ระดับโลก ซึ่งเขาต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และเจอครูที่โคตรโหดอย่าง “เฟลชเชอร์” ซึ่งมองเห็นพรสวรรค์ของแอนดรูว์ และคอยเคี่ยวเข็ญเขาให้เอาชนะขีดจำกัดของตัวเองออกไปเรื่อย ๆ นับว่าเป็นหนังเกี่ยวกับดนตรีที่มีเนื้อหาที่เข้มข้นมากเรื่องหนึ่ง เพลงที่เลือกมาใช้ในหนังล้วนแล้วแต่เป็นเพลง Jazz ระดับที่เรียกได้ว่าดีงาม ถูกใจคอเพลงแนวนี้ที่สุด

ใครที่มีใจรักเสียงดนตรี รับรองได้ว่าดูหนังเหล่านี้แล้วจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน และอย่างน้อยต้องได้ซักเพลงสองเพลงโปรดกลับไปประดับไว้ในเพลย์ลิสต์ส่วนตัวอย่างแน่นอน

 

รวมหนังเกี่ยวกับเพลงและดนตรีดีต่อใจ ที่ใครก็ไม่ควรพลาด ตอนที่ 2

เป็นที่รู้กันดีว่าเพลงและดนตรีนั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ และเมื่อเพลงและดนตรีเข้ามาผนวกเป็นเนื้อเรื่องหลักในภาพยนตร์ ผู้ที่ชื่นชอบการดูหนังฟังเพลงจึงไม่ควรพลาดที่จะติดตาม ในบทความตอนที่ 1 นั้น ได้รวมหนังเกี่ยวกับดนตรีไว้แล้ว 3 เรื่อง นั่นคือ Once, Begin Again และ Whiplash แต่เนื่องจากว่าหนังเกี่ยวกับเพลงและดนตรีที่น่าประทับใจนั้นมีมากกว่าสามเรื่อง จึงอยากจะขอพื้นที่พูดถึงหนังแนวนี้ต่ออีกซักหน่อย เพราะหนังหลายเรื่องนั้น ไม่พูดถึงไม่ได้จริง ๆ

Sing Street (2016)

หนังของเจ้าพ่อหนังดนตรี John Carney เรื่องล่าสุด หากใครที่คิดว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังไฮสคูลใส ๆ วัยรุ่นหัดเล่นดนตรีฟอร์มวงกันทั่วไปนี่ขอบอกว่าคิดผิด เพราะหนังเป็นเรื่องราวของ คอเนอร์ เด็กชายผู้เติบโตในดับลิน เมืองหลวงของไอร์แลนด์ ซึ่งเมื่อครอบครัวของเขาประสบปัญหาการเงิน คอเนอร์จึงต้องย้ายมาอยู่โรงเรียนรัฐอันซอมซ่อ เขาได้ตกหลุมรักหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่ง และเกิดความคิดที่จะฟอร์มวงดนตรีขึ้นมา เพลงที่ใช้ประกอบหนังนั้นถูกแต่งมาให้เข้ากับยุคสมัยของหนังที่ย้อนยุคหน่อย ๆ และยังเล่าเรื่องราวของตัวละครได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกอยากเอาใจช่วยตัวละครให้ก้าวผ่านเรื่องราวต่าง ๆ และพากันต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคจนไปถึงฝั่งฝัน

โหมโรง (2004)

หนังไทยที่นับได้ว่าเป็นหนังขึ้นหิ้งเรื่องหนึ่ง เล่าเรื่องราวในของครูเพลง “ศร ศิลปบรรเลง” นักระนาดเอกมือหนึ่ง ซึ่งการเล่าเรื่องจะเล่าตัดสลับกันไประหว่างศรวัยหนุ่ม กับวัยชรา ซึ่งในวัยหนุ่มนั้น ศรเป็นนักระนาดเอกซึ่งมีความลำพองในฝีมือ จนได้มาพบกับ “ขุนอิน” ผู้ที่มีฝีมือเหนือกว่าตน และได้ค้นพบ “ทาง” ระนาดใหม่ที่ไม่ซ้ำใครในสมัยนั้น ส่วนเรื่องราวในวัยชรา เป็นการต่อสู้ของศรเพื่อที่จะรักษาดนตรีไทยเอาไว้ ในยุคที่อิทธิพลดนตรีตะวันตกเริ่มแผ่ขยายเข้ามาในเมืองไทย จนมีนโยบายจากรัฐว่าไม่ให้บรรเลงดนตรีไทยในที่สาธารณะ ซึ่งหนังทำได้ดีทั้ง 2 พาร์ท เพราะชวนให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปได้ตลอด และเมื่อจบเรื่องความรักในดนตรีไทยอันเป็นรากเหง้าของเราก็ถูกปลุกขึ้นมา

Amadeus (1984)

หนังชีวประวัติของคีตกวีชาวออสเตรียอัจฉริยะ ที่มีชื่อเสียงระดับโลก Wolfgang Amadeus Mozart ผู้มีชีวิตอยู่เพียงแค่ 35 ปีเท่านั้น หากใครชื่นชอบในดนตรีคลาสสิกแล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง เพราะหนังจะพาเราไปสำรวจชีวิตของโมสาร์ต ในยุครุ่งเรือง และตกต่ำ ผ่านการเล่าเรื่องของซาลิเอรีผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งของโมสาร์ต นอกจากเพลงคลาสสิกเพราะ ๆ ที่จะได้ฟังตลอดทั้งเรื่องแล้ว ทั้งฉากและเครื่องแต่งกายก็ออกแบบมาสุดอลังการ พาให้เราย้อนไปอยู่ในยุคเรอเนสซองซ์ และอินไปกับความสวยงามของศิลปะในยุคนั้น

การดูหนังเกี่ยวกับเพลง เหมือนเราได้กำไร 2 ต่อ ทั้งได้ดูหนังดี ๆ และได้ฟังเพลงเพราะ หลากหลายเพลงประกอบไปด้วย เรียกได้ว่าจ่ายค่าตั๋วทีเดียว ได้ความบันเทิงถึง 2 เท่า

 

Eternal Sunshine of the Spotless Mind: ถ้าหากลบความทรงจำได้…

หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับความรักความสัมพันธ์ ที่เนื้อเรื่องค่อนข้างจะหวือหวา และแหวกแนว ถึงแม้จะไม่ใช่หนังแฟนตาซี แต่ก็มีเรื่องราวของการลบความทรงจำอันเป็นจุดสำคัญของหนัง ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในโลกของหนังเรื่องนี้ Jim Carry ผู้รับบทพระเอกไม่ได้แสดงบทของคอเมดี้แบบที่เราคุ้นเคย แต่จะมาในบทของชายหนุ่มที่ต้องการจะลบความทรงจำที่เกี่ยวกับคนรักของเขา ซึ่งรับบทโดย Kate Winslate ถึงแม้หนังจะสอดแทรกเรื่องการลบความทรงจำ ซึ่งอาจไม่สามารถเป็นความจริงได้ในโลกของเรา แต่หนังก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ได้ “จริง” มาก จนในบางช่วงบางตอนอาจทำให้รู้สึกจุก ๆ ในอก บางคนที่อ่อนไหวหน่อยก็อาจเสียน้ำตาได้ง่าย ๆ เลย นับว่าเป็นหนังที่ดีที่ควรดูอีกเรื่องหนึ่ง

จุดด่างพร้อยในความทรงจำ

ถ้าหากเราสามารถลบความทรงจำได้จริง ๆ เรื่องไหนที่เราอยากจะรู้สึกลบมันออกไปจากใจมากที่สุด หลายคนอาจตอบว่า อยากจะลบ “เขา” หรือ “เธอ” ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เจ็บปวด และเสียน้ำตามากมาย นึกถึงทีไรก็แทบจะเป็นโรคซึมเศร้ามันตรงนั้นเลย ถ้าหากว่าลบ ๆ ออกไปซะ เหมือนกับว่าชีวิตนี้ไม่เคยรู้จักกันมันอาจจะดีกว่า ก็เหมือนกับ “โจเอล” พระเอกของเรื่องที่ตัดสินใจเข้ารับบริการลบความทรงจำ โดยเขาต้องการลบ “คลีเมนไทน์” หญิงสาวกับสีผมสุดเฟี้ยวผู้ซึ่งพบรักกับเขาบนรถไฟขณะที่เขาโดดงาน และออกเดินทางไปยังชายทะเลแห่งหนึ่ง เมื่อความสัมพันธ์ดำเนินมาถึงจุดที่เกิดความขัดแย้งหนัก ๆ การตัดสินใจลบความทรงจำจึงเป็นทางออก

อยากลืมกลับจำ

หนังค่อย ๆ ถ่ายทอดเรื่องราวการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ผ่านความทรงจำของโจเอล ทำให้ได้รู้ว่าทั้งคู่ได้ผ่านเรื่องราวการตกหลุมรัก ประทับใจในกันและกัน สวีทหวานแหวว มาจนถึงความเบื่อหน่ายจากความขัดแย้ง และความเจ็บปวดจนอยากจะลืมกันและกันไปเลย เมื่อหนังให้เงื่อนไขว่า การลบความทรงจำนั้นไม่อาจย้อนกลับได้ ผู้ที่ลบความทรงจำไปแล้วจะสูญเสียความทรงจำนั้นไปตลอดกาล ดังนั้น การตัดสินใจที่จะลบความทรงจำเรื่องไหน ๆ จึงต้องคิดให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นเหมือนกับโจเอล ที่ตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น ทำให้ในระหว่างกระบวนการลบความทรงจำ เขาได้ค้นพบว่า แท้จริงแล้ว เขาไม่ได้ต้องการลบเธอออกจากใจเลย แต่โจเอลจะทำอย่างไรในเมื่อกระบวนการทุกอย่างได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และไม่อาจจะย้อนกลับได้ ตรงนี้คงต้องปล่อยให้ไปลุ้นกันในหนัง

ประเด็นที่สำคัญของหนังเรื่องนี้ ก็คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำ โดยเฉพาะความทรงจำเรื่องความรักความสัมพันธ์ ที่ไม่ความทรงจำแบบไหน จะดีหรือร้ายล้วนแล้วแต่มีค่า ควรแก่การจดจำไว้เพื่อเป็นบทเรียน เพื่อให้ได้นึกถึงแล้วนั่งอมยิ้ม หรืออาจมีน้ำตา แต่ก็ยังดีกว่าทำเหมือนกับว่าเรื่องราวเหล่านั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นเลย