The Lady in the Van ภาพยนตร์ที่ทำให้เราเข้าใจมนุษย์ป้ามากขึ้น

องค์ประกอบของภาพยนตร์ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร? สำหรับคอหนังฮอลลีวู้ดคงนึกถึงภาพยนตร์ที่มีพระเอกหนุ่มหล่อล่ำแบบคริส อีแวนส์ นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่จนทำให้แผ่นฟิล์มร้อนฉ่า ฉากต่อสู้สุดมัน เนื้อเรื่องอันเข้มข้นลุ้นทุกนาทีจนแทบหยุดหายใจ หรือคอมพิวเตอร์กราฟิกสุดอลังการ ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่มีอะไรอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง The Lady in the Van นี้เลย แต่แม้ไม่มีสิ่งเหล่านั้น “คุณป้ารถแวน” ภาพยนตร์จากเกาะอังกฤษก็ชนะใจนักวิจารณ์รวมทั้งผู้ชมได้ไม่แพ้ภาพยนตร์ดังจากฝั่งฮอลลีวู้ดเลย

The Lady in the Van ถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์จริงของนักคิดนักเขียนชาวอังกฤษ Alan Bennett เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าคอมเมดี้ซึ่งก่อนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์พล็อตนี้เคยถูกสร้างเป็นละครเวทีและละครวิทยุมาแล้ว โดยเรื่องราวกล่าวถึงชีวิตของหญิงชรานาม แมรี่ แชพเพิร์ด นำแสดงโดยนักแสดงเจ้าบทบาท Maggie Smith หรือศาสตราจารย์มักกอนนากัลที่ทุกคนคุ้นหน้าจากแฮรี่ พ็อตเตอร์นั่นเอง เธอเป็นหญิงชราไร้บ้านที่อาศัยอยู่ในรถแวนบุโรทั่งซึ่งจอดอยู่ข้างถนนในชุมชนแห่งหนึ่ง แน่นอนการอาศัยอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ แบบนั้นสุขอนามัยของเธอก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน รถแวนและตัวเธอเองสกปรกเหม็นกลิ่นปฏิกูลตลบอบอวล ด้วยเหตุนี้แม้ในชุมชนจะมีคนเห็นใจเธอบ้างแต่ก็ไม่มีใครอยากให้เธอจอดรถหน้าบ้านพวกเขานาน ๆ พอถูกเจ้าหน้าที่ขับไล่เธอก็ย้ายบ้านเคลื่อนที่นั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเธอไร้ที่ไป ไม่มีบ้านไหนอนุเคราะห์ให้เธอจอดรถแวนหน้าบ้านพวกเขาอีก ท่ามกลางความสงสารแต่ก็ไม่มีใครอยากรับภาระ อลัน เบ็นเน็ตต์นักเขียนสถานะโสดถูกชาวบ้านกดดันว่าเคหาสน์ของเขาเหมาะที่สุดสำหรับเป็นที่พักพิงให้แก่หญิงชราที่ไม่ทราบหัวนอนปลายเท้า อลันซึ่งนำแสดงโดยอเล็กซ์ เจนนิงส์ ที่ VWIN เชื่อว่าเขาไม่ได้น้อมรับด้วยความเต็มใจนัก แต่ความอยากรู้อยากเห็นชีวิตของนางแมรี่ว่าอยู่กินในรถแวนคันนั้นได้อย่างไรถึงสิบห้าปี ประกอบกับอยากรักษาภาพชายที่แสนดีของเขาต่อชุมชนไว้จึงไม่มีทางเลือก จากนั้นเรื่องวุ่น ๆ ของนักเขียนบทละครจิตไม่ปกติกับคุณป้าลึกลับที่อาศัยในรถแวนก็เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นไปอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ไม่ขาด อลันต้องทนกับความเบื่อหน่ายที่คานน้ำหนักกับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง ระหว่างนั้นความสอดรู้และจินตนาการของอลันก็ทำให้เขาได้ทราบว่าแมรี่ แชพเพิร์ดใช้ชีวิตอย่างไรในรถแวนทั้งยังทราบเบื้องหลังของหญิงชราที่เห็นแก่ตัวและน่ารำคาญว่าจริง ๆ แล้วในอดีตมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นกับเธอจนทำให้เธอต้องเป็นแบบนั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะนำพาความสงสัยให้โลดแล่นในหัวของคนดูกระตุ้นต่อมอยากรู้อย่างที่สุด ทำให้คนดูหงุดหงิดใจ อึดอัด หัวเราะและแม้แต่เสียน้ำตา ไม่มีอะไรที่อยู่ในความคาดเดาของผู้ชมเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้สวยงามแต่มันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนจริง ๆ ดังนั้นบางอย่างที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้มันจึงไร้เหตุผลสิ้นดี และทั้งหมดที่กล่าวมานั่นแหละคือเสน่ห์ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตราตรึงอยู่ในใจของใครหลาย ๆ คน

4 หนังเกาหลีสุดตื่นเต้นแนวสืบสวนและจิตวิทยาที่แนะนำให้ดูช่วงวันหยุดยาว

เมื่อพูดถึงหนังเกาหลี เราอาจจะคุ้นเคยกับหนังรัก โรแมนติก เศร้า และแสนประทับใจ แต่วันนี้เราจะมาแนะนำหนังเกาหลีแนวสืบสวนและมีความเป็นหนังแนวจิตวิทยาหน่อย ๆ ให้คุณไปหามาดู

  1. 1. Joint Security Area (2000) หนังที่ว่าด้วยการสืบสวนคดียิงกันของทหารเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงเส้นแบ่งดินแดนที่เรียกว่า “เขตปลอดทหาร” พอสืบสวนลงลึกเข้าไปจึงจะพบว่าภายใต้เหตุการณ์ยิงกันนั้นมันมีความซับซ้อนของคำว่าหน้าที่และมิตรภาพซ่อนอยู่ โดยหนังเดินเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเหตุการณ์ ซึ่งคนดูจะรู้สึกตื่นเต้น อยากรู้ และน้ำตาซึม เพราะต้องยอมรับว่าหนังเกาหลีเขาเด่นเรื่องดึงอารมณ์ร่วมของผู้ชมจริง ๆ โดยเรื่องนี้ได้ดาราดังอย่าง ลียองเอ (จากซีรีส์แดจังกึม) ลีบยองฮุน (จาก I Saw the Devil, ซีรีส์ IRIS, Mr. Sunshine และหนังฮอลีวูดอย่าง G.I. Joe, RED2) ซองกังโฮ (จากเรื่อง Memories of Murder, The Host)
  2. 2. Old boy (2003) หนังเล่าเรื่องของชายที่โดนจับไปขังไว้ในห้อง และถูกปล่อยตัวออกมาหลังจากขังไว้ 15 ปี เขาจึงต้องการจะสืบหาและไล่ล่าคนที่จับเขามาขัง เมื่อเข้าใกล้ความจริงเขาจึงตระหนักได้ว่า ไอ้คนบงการน่ะนั่งรอเขามาหาอยู่แล้ว การเดินเรื่องกระชับ ตื่นเต้น และโดดเด่นตรงฉากต่อสู้แช่กล้อง long take ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ความจริงไม่คิดจะแนะนำหนังเรื่องนี้ให้ใครดูอีกแล้ว เพราะตอนจบที่บัดซบสิ้นดี แต่เอาเถอะคนเราอาจจะชอบไม่เหมือนกัน และถ้านับตอนจบเรื่องนี้คือหนังขึ้นหิ้งเรื่องหนึ่งเลยล่ะ
  3. 3. Memories of Murder (2003) หนังสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในชนบทท้องถิ่นของเกาหลี โดยเหยื่อคือหญิงสาวซึ่งล้วนโดนฆ่าในคืนที่ฝนตก เป็นหนังที่เสนอการทำงานของทีมตำรวจท้องถิ่นที่เข้ามาสืบสวนคดี ธรรมชาติของตำรวจที่รีบด่วนสรุปเพราะต้องการปิดคดีให้เร็วที่สุด ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ต้องการสืบหาคนร้ายตัวจริงให้ได้ เราจะได้เห็นพัฒนาของพฤติกรรมและความคิดของตัวละคร เมื่อตัวละครหมกหมุ่นกับการสืบสวนคนดูเองก็หมกหมุ่นกับการคิดว่าใครคือคนร้ายกันแน่ โดยเฉพาะตอนจบดันเปิดไว้ให้คิดเองอีก…ถือเป็นหนังเกาหลีที่แน่มาก
  4. 4. A Tale of Two Sisters (2003) ว่าด้วยเรื่องของสองเด็กสาวพี่น้อง ซูมี และ ซูหยวน ที่เดินทางกลับมาบ้านพร้อมกับพ่อ และมีปมหลังคือแม่ตาย พ่อแต่งงานใหม่ ซึ่งสองพี่น้องต้องอาศัยอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยง ในขณะเดียวกันก็เกิดเรื่องหลอน ๆ ขึ้นในบ้าน ซูมีและซูหยวนต้องรับมืออย่างเงียบงันกับแม่เลี้ยงใจร้าย และต้องหวั่นกลัวกับความหลอนที่โผล่มาอย่างต่อเนื่องมากขึ้นทุกที มีการเดินเรื่องแบบเนิบนาบและเหตุการณดำเนินไปสู่การแตกกระจายในตอนท้าย ซึ่งคลายปมทุกอย่างให้กระจ่างชัดขึ้น

ถือได้ว่าเป็นหนังตื่นเต้น ลุ้นระลึกทุกเรื่อง รับรองว่านอกจากจะไม่ทำให้วันหยุดยาวของคุณน่าเบื่อแล้ว คุณยังจะได้รายชื่อหนังในดวงใจเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

Frankenweenie: แฟรงเคนวีนนี่ คืนชีพเพื่อนซี้สี่ขา

มีประสบการณ์เป็นคนเลี้ยงเด็กจำเป็นในช่วงวันหยุดยาว และต้องรับมือกับบรรดากับลูก ๆ หลาน ๆ หลายชีวิต เมื่อไม่รู้จะพาทำอะไร ก็เลยหาหนังมาเปิดให้ดูซะเลย คิดอยู่นานว่าจะหาหนังอะไรที่ทำให้เด็กแสบพวกนี้สนใจและไม่เบื่อ จนสุดท้ายตกลงปลงใจเลือกหนังแฟรงเคนวีนนี่ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องราวของเด็กและสัตว์เลี้ยง จึงน่าจะให้ความสนุกแบบหนังเด็กได้ และมีบรรยากาศหลอนและน่ากลัวอยู่ในระดับอ่อน ๆ คงไม่ทำให้เด็กขวัญเสียอะไรมากมาย พอได้เปิดเรื่องเท่านั้นแหละ พวกเด็กแสบจ้องจอไม่กระพริบและเงียบกริบกันเลยทีเดียว

หนังแอนนิเมชั่นเกี่ยวกับซอมบี้แสนน่ารัก ที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี

Frankenweenie (2012) เป็นหนังที่กำกับโดย Tim Burton ผู้กำกับที่ถนัดทำหนังแฟนตาซีออกมาเอาใจเด็ก ซึ่งเคยฝากผลงานแฟนตาซีเรื่องดังทั้งนั้น อย่างเช่น ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต (Charlie and the Chocolate Factory 2005) จินตนาการรัก ลิขิตชีวิต (Big Fish 2003) อลิซในแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland 2010) โดยแฟรงเคนวีนนี่ คืนชีพเพื่อนซี้สี่ขา นี้เป็นเรื่องราวของ Victor Frankenstein เด็กประถมพูดน้อย ไม่ค่อยคบหาเพื่อน แต่เป็นเด็กที่ฉลาด ตั้งใจเรียนและมีความเป็นนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์มาก ๆ โดยเพื่อคนเดียวที่เขามีและสนิทที่สุดคือน้องหมาน่ารักชื่อว่า  Sparky นั่นเอง เรื่องเศร้าเกิดขึ้นเมื่อ Sparky โดนรถชน ทำให้ Victor เศร้าเสียใจมาก เหมือนชีวิตขาดหายอะไรไป แต่อยู่มาวันหนึ่งขณะที่นั่งเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ครู Rzykruski ได้สาธิตผลของกระแสไฟฟ้าที่มีต่อกบที่ตายแล้ว เขาจึงได้แรงบันดาลใจที่จะนำหลักการนั้นมาทดลองกับ Sparky เพื่อนรักของเขา เป็นช่วงเวลาน่าเศร้าและน่าเอาใจช่วยมาก ๆ เด็กน้อย Victor เดินผ่านเวลาค่ำคืนเข้าไปนสุสานสัตว์เลี้ยงและขุดเอาร่าง Sparky ออกมาและพาไปห้องนอนของเขาซึ่งตอนนี้กลายเป็นห้องทดลองขนาดย่อม Victor ตั้งใจจะทำให้สปาร์คกี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยความตั้งใจเอาเสียมาก ๆ เขาทำทุกอย่างด้วยใจรัก และสุดท้ายสปาร์คกี้ก็ฟื้นคืนชีพในสภาพหมาซอมบี้แสนรู้เหมือนเคย วิกเตอร์ดีใจมากแต่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าสปาร์คกี้เป็นซอมบี้เขาจึงต้องซ่อนสปาร์คกี้ไว้ในห้องนอนของเขา และเรื่องสนุกชวนปั่นป่วนก็ตามมา เมื่อเพื่อนในชั้นเรียนล่วงรู้ความลับและต่างอยากรู้วิธีการคืนชีพสัตว์เลี้ยงที่ตายไปแล้วเพื่อที่จะได้เอาวิธีไปใช้บ้างจะได้เป็นผู้ชนะในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน

หนังนำเสนอความน่ารักแสนรู้ของสปาร์คกี้ และนำเสนอความรักและความพยายามของวิกเตอร์ ฉายภาพประทับใจของเด็กน้อยกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ซึ่งสะท้อนภาพชีวิตจริงที่คงจะมีเด็กขี้เหงากับสัตว์เลี้ยงตัวแรก ทำให้ผู้ชมวัยเยาว์รู้สึกมีอารมณ์ร่วม ในขณะเดียวกันเด็ก ๆ จะได้รับชมความแปลกใหม่ของคำว่าซอมบี้ ซึ่งในเรื่องจะมีสัตว์เลี้ยงที่ตายไปแล้วฟื้นคืนชีพมาเดินเพ่นพ่านเกิดเป็นเรื่องราวสนุกสนานและโกลาหล โดนใจผู้ชมวัยเด็กเป็นอย่างมาก เป็นหนังแอนนิเมชั่นแฟนตาซีที่ต้องแนะนำเลยว่า ห้ามพลาด

Love, Simon หนังวัยรุ่นใส ๆ ที่ทำให้เราร่วมลุ้นไปกับไซม่อน

Love, Simon เป็นหนังที่มาจากหนังสือสายวายขายดีของ Becky Albertalli ชื่อเรื่อง “Simon vs. the Homo Sapiens Agenda” ซึ่งได้ผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่อย่าง Greg Berlanti ซึ่งก่อนหน้านี้มีผลงานร่วมเขียนบทภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่องมานั่งแท่นกำกับ ในส่วนของทีมนักแสดงก็ขนดาราดัง ๆ มาร่วมแสดง อาทิ Nick Robinson, Katherine Langford, Jennifer Garner, Josh Duhamel, Alexandra Shipp ซึ่งเนื้อหาจะสนุกและสร้างความสุขให้คนดูแค่ไหน ต้องลองไปดูกัน

เนื้อหามันเป็นยังไง

เป็นเรื่องราวของไซม่อน สเปียร์ (แสดงโดย Nick Robinson) หนุ่มมัธยมปลายที่ตกหลุมรักกับเด็กหนุ่มโรงเรียนเดียวกันที่ใช้นามแฝงว่า Blue ซึ่งประกาศตัวผ่าน blog ของโรงเรียนว่าเขาเป็นเกย์ ไซม่อนได้ติดต่อ Blue ผ่านทางอีเมล โดยไซม่อนเองก็ใช้นามแฝงว่า Jacques เมื่อคุยกันผ่านอีเมลนานวันยิ่งมั่นใจว่าชอบผู้ชายคนนี้ แต่ปัญหาอยู่ที่ไซม่อนไม่รู้ว่า Blue คือใคร เขาจึงพยายามสืบให้รู้ จนกระทั่งวันหนึ่งมาร์ตินเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังแอบชอบแอ๊บบี้เพื่อนของไซม่อน ได้บังเอิญเห็นอีเมลที่ไซม่อน ส่งถึง Blue มาร์ตินจึงเอาเรื่องอีเมลและเรื่องที่ไซม่อนเป็นเกย์มาแบล็คเมล์ ซึ่งถ้าไซม่อนไม่อยากให้มาร์ตินเอาเรื่องไปบอกคนอื่น ไซม่อนต้องช่วยมาร์ตินจีบแอ๊บบี้ ในช่วงเวลานั้นไซม่อนเองก็พยายามจะเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ให้พ่อแม่และเพื่อนสนิทได้รู้ แต่เขายังไม่มีความกล้าพอ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาลงท้ายจดหมายในอีเมล์ว่า Love, Jacques นั่นแสดงว่าถึงแม้ไซม่อนจะรู้ว่าตัวเองชอบ Blue แต่เขาก็ยังไม่กล้าบอกออกไปว่าเขาคือคนเดียวกับ Jacques จุดไคลแมกซ์ของเรื่องคือ มาร์ตินติสต์แตกประกาศผ่าน Blog ว่าไซม่อนเป็นเกย์ จึงนำมาซึ่งการตัดสินใจครั้งสำคัญของไซม่อน และเป็นการตัดสินใจเปลี่ยนคำลงท้ายจดหมายจาก Love, Jacques เป็น Love, Simon อีกด้วย

ตรงไหนเรียกว่าวัยรุ่นใส ๆ ตรงไหนที่เรียกว่าหนังเกย์

เพราะหนังเดินเรื่องแบบสบาย ๆ เนื้อหาเบา ๆ ในส่วนของปมของพระเอกที่เก็บความลับเรื่องตัวเองเป็นเกย์ ซึ่งเป็นเรื่องหนักและกดดันของไซม่อนนั้น ดูบางเบาขึ้นเยอะเพราะได้ความฮาของบรรดาเพื่อนที่โรงเรียนมาช่วย บวกกับพ่อแม่ของไซม่อนก็ดูเข้าอกเข้าใจลูกเป็นอย่างดี ในขณะที่เราเอาใจช่วยไซม่อนให้กล้าเปิดเผยตัวตน อีกด้านหนึ่งเราก็อดลุ้นตามไม่ได้ ว่าใครคือ Blue เพราะจะมีหนุ่มรูปหล่อหลายที่คนที่เป็นผู้ต้องสงสัย และแต่ละคนก็มักจะมีโมเมนต์น่ารัก ๆ ชวนจิ้นอย่างอดไม่ได้ ซึ่งตอนเฉลยว่าบลูเป็นใคร หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง หรืออาจจะมีผิดหวังกันนิดหน่อยเพราะไม่ตรงกับคนที่เราเชียร์อยู่นั่นเอง แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีความเกย์จ๋าและไม่ได้ให้อารมณ์หนังชายรักชายจริงจังอะไรปานนั้นนะ แต่มีความเป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้เอามาก ๆ ถือว่าเป็นหนังรอมคอมที่ต้องดูของปี 2018 เลยทีเดียว

อย่าให้คำกล่าวขานที่ว่า “Love, Simon เป็นหนังเกย์” มาทำให้คุณพลาดหนังดี detail ดี ๆ Feeling good good เรื่องนี้เชียว เป็นหนังโลกสวยที่จบได้แฮปปี้และดีต่อใจมาก ๆ ถือได้ว่าเป็นตอนจบในอุดมคติของเกย์ที่ยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนเลยล่ะ

Black Swan จิตใต้สำนักกับด้านมืดในใจ

คุณเป็นคนหลายบุคลิกหรือเปล่า ? นี่คงเป็นคำถามที่ดีสำหรับการเปิดบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ Black Swan ถือเป็นหนังที่ที่เล่นกับความคิดของตัวละคร และยังเล่นกับความคิดของคนดูด้วย ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น คงอธิบายได้ไม่สนุกตื่นเต้นเท่ากับการดูจริง ๆ แต่เรามีข้อมูลมาแนะนำเบื้องต้น ดังนี้

Black Swan เป็นหนังปี 2010 กำกับโดย Darren Aronofsky ผู้กำกับจากนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ที่เคยฝากฝีมือไว้กับหนังเรื่องดังอย่าง The Fountain (2006) และ The Wrestler (2008) โดยหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของ Nina Sayers (แสดงโดย Natalie Portman) นักบัลเลต์สาวที่ได้รับเลือกให้มารับบท The Swan Queen ในละครบัลเลต์เรื่องยิ่งใหญ่ Swan Lake โดยเธอต้องแสดงทั้งบท White Swan และ Black Swan ซึ่งเปรียบเสมือนด้านดีงามและด้านมืดของ Swan Queen ในขณะที่ชีวิตจริงของนีน่า เธอกดดันกับการรับบทดังกล่าว เพราะผู้กำกับบอกว่าทักษะการเต้นบัลเลต์ของเธอดีเยี่ยมแต่แสดงได้ไร้อารมณ์และไม่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของตัวละคร นอกจากนี้ยังคอยระแวงว่าจะมีคนอื่นมาแย่งบทนี้ไป อีกทั้งยังกดดันกับการแบกรับความคาดหวังของแม่ ที่อยากให้เธอเป็นเด็กดี ขาวสะอาด และประสบความสำเร็จในอาชีพนักบัลเลต์ ทำไงได้…ตัวตนด้านมืดของเธอมักโผล่มาเหมือนภาพหลอน จิตสำนึกด้านดี (ที่แม่เฝ้าปลูกฝัง) จึงคอยปฏิเสธและไม่ยอมรับอีกด้านที่เธอมองว่าไม่ดีงาม ในขณะที่บทนางหงส์นั้น เธอต้องแสดงด้านมืดออกมาให้ได้

นีน่าผู้มุ่งมั่นตั้งใจกับการเป็นนักบัลเลต์ และตอนนี้เธอก็ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับบทนางหงส์ ความกดดันทำให้เธอแยกโลกละครและโลกในชีวิตจริงออกจากกันไม่ได้ นีน่าคนดีของแม่เปรียบเหมือน White Swan และด้านมืดของนีน่าเปรียบเหมือน Black Swan แน่นอนว่าเมื่อใดที่นีน่าปลดปล่อยด้านมืดออกมาได้ เมื่อนั้นเธอจะเข้าถึงบท Black Swan ได้ และเล่นบท Swan Queen ได้อย่าง “perfect” ตามที่เธอวาดหวังไว้

Black Swan เป็นหนังคุณภาพที่ถูกการันตีโดยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2011 ถึง 5 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม กำกับภาพยอดเยี่ยม และตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งการแสดงอันโดดเด่นของ Natalie Portman ในบทนางพญาหงส์นั้นส่งให้เธอได้รางนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมได้สำเร็จ แน่นอนว่าหนังดีขนาดนี้ไม่ได้มีไว้ดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น หนังยังทำให้คนดูได้ฉุกคิดว่าอันที่จริงแล้ว คนเราทุกคนอาจมีอีกตัวตนหนึ่งซ่อนอยู่ อาจจะซ่อนไว้แค่ผิว ๆ หรือซ่อนไว้ลึกถึงก้นบึ้งของจิตสำนึก อยู่ที่ว่าตัวตนอีกด้านนั้นแตกต่างกับตัวตนที่ปกติที่คนภายนอกคุ้นเคยแค่ไหน และเรายอมเปิดเผยตัวตนอีกด้านที่ว่านั้นออกมาบ่อยเพียงใด หรือบางทีตัวตนที่เราพูดถึงกันอยู่นี้อาจเป็นแค่จิตสำนึกดีและเลวภายในตัวเราเท่านั้น ใครจะรู้ แล้วเมื่อไหร่กันล่ะ ที่จะเรียกว่าเป็นอาการป่วยทางจิต… เราไม่รู้ คุณก็ไม่รู้ แล้วใครล่ะที่จะรู้

All about Lilly Chou-Chou อีกด้านหนึ่งของหนัง Coming of Age

เมื่อกล่าวถึงหนัง Coming of Age เรามักจะคุ้นเคยกับหนังแนว Feel Good อย่าง Sing Street, Almost Famous หรือหนังไทยอย่าง ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น และ Suck Seed แต่วันนี้เราอยากจะนำเสนอหนัง Coming of Age ที่มีความเศร้าและหม่นหมองเรื่อง All about Lilly Chou-Chou เป็นหนังญี่ปุ่นที่เศร้าสลดหดหู่แบบสุด ๆ ซึ่งสำหรับคอหนังที่ชื่นชอบแนวนี้คงจะชื่นชอบในความ Dark และความลึกด้านอารมณ์ความรู้สึกของหนัง ส่วนคนที่ไม่ชอบหนังเศร้าและหม่นหมองนั้น เราอยากแนะนำให้ดูเพื่อจะได้เรียนรู้อีกด้านหนึ่งของชีวิตและนำมาเป็นบทเรียนเพื่อให้เราก้าวผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบากไปให้ได้

เพราะโลกนี้มันโหดร้าย

เป็นหนังปี 2001 กำกับโดย Shunji Iwai หนังนำเสนอความลุ่มหลงของวัยรุ่นที่มีต่อ Lily นักร้องสาวผู้โด่งดัง ซึ่งเล่าสาวกพากันกล่าวขานว่าลิลลี่ใช้อีเธอร์ในการแต่งเพลง พร้อมกับเล่าเรื่องราวของเด็ก ม.ต้นในชนบทของญี่ปุ่นโดยมีตัวละครหลัก 4 คน คือ ยูอิจิ โฮชิโนะ ทซึดะ และคุโนะ โดยเริ่มแรกนั้นชีวิตของสี่คนนี้เป็นแบบวัยรุ่นใส ๆ มีวงจรแอบชอบและประทับใจกันและกัน โดยหนังค่อย ๆ ฉายให้เห็นความสวยงามของมิตรภาพในโลกของเด็ก ม.ต้น แต่อยู่ ๆ โลกก็โดนเขย่าอย่างรุนแรง ความสวยงามกลับกลายเป็นความเลวร้าย เพื่อนรักกลายเป็นคนที่มารังแก กดขี่ ข่มเหง ความเจ็บปวดในใจของเด็ก ๆ พัฒนาจนกลายเป็นความดำมืดในหัวใจยากจะเยียวยาให้กลับมาเหมือนเดิมได้ มีเพียงบทเพลงของลิลลี่เท่านั้นที่ช่วยขับกล่อมให้มีชีวิตผ่านไปได้ มีเด็กคนหนึ่งเปิดเว็บบอร์ดเอาไว้พูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับลิลี่ (All about Lilly Chou-Chou) และมีเพื่อน ๆ เข้ามาร่วมพูดคุยมากมาย แน่นอนต่างคนต่างใช้นามแฝงเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริง เหตุการณ์ที่นำมาซึ่งไคลแมกซ์ของเรื่องนั้นเกิดจากสมาชิกในบล็อคสองคนที่เข้าอกเข้าใจกันมากกว่าใครดันมีส่วนเกี่ยวข้องกันในชีวิตจริง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือชีวิตจริงกับชีวิตในโลกออนไลน์ ดูเหมือนจะเป็นโลกคู่ขนาน และเมื่อโลกทั้งสองมาบรรจบกันจึงนำมาซึ่งโศกนาตกรรมแสนเศร้าและหดหู่ใจในตอนท้าย กลับกลายเป็นโลกสลายภายในพริบตา

อีเธอร์คืออะไร

สิ่งที่น่าสนใจคือหนังไม่ได้อธิบายว่าอีเธอร์คืออะไร แต่เราในฐานะคนดูสามารถสัมผัสได้ว่าเด็ก ๆ พวกนี้ก็แค่อยากจะแสวงหาอีเธอร์ของตัวเองและก้าวผ่านวันที่โหดร้ายเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าก็เท่านั้นเอง แต่โชคร้ายที่วันเวลาที่โหดร้ายนั้นมันยาวนานเกินไป บางคนต่อสู้ไม่ไหวจึงได้พ่ายแพ้ไประหว่างทาง ตอนจบของหนังฉายภาพ เด็ก ๆ ยืนใส่หูฟังอยู่ท่ามกลางท้องทุ่ง โดยยูอิจิและทซึดะอยู่ในทุ่งข้าวสีเขียวขจีและทุ่งข้าวสีทองอร่าม ส่วนโฮชิโนะอยู่กับท้องทุ่งที่มีแต่แผ่นดินแห้งผาก นี่คงเป็นภาพสะท้อนจิตใจที่ต่างกันของเด็ก ๆ แต่สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือบทเพลงของ Lily Chou-Chou ที่เป็นสิ่งพึ่งพิงและยึดเหนี่ยวทางใจจิต

หนังเรื่องนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนังเศร้า และหม่นหมองมากที่สุดเรื่องหนึ่ง หากคนดูเป็นผู้ใหญ่ผู้ปกครองที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่นดูแล้วอาจต้องกลับมาคิดพิจารณาว่าดูแลและเข้าใจลูกได้ดีพอหรือยัง สำหรับวัยรุ่นที่ดูคงได้บทเรียนและหาทางออกของปัญหาได้ดีกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง แต่สำหรับคอหนังที่เสพติดหนังหม่น เหงา เศร้าอยู่เป็นเนืองนิตย์ล่ะก็ คงได้ดำดิ่งกับความดำมืดของหนังสมใจไปเลยล่ะ

The Reader ระหว่างเราเรียกว่าความรักหรือเปล่า

เมื่อพูดถึงหนังที่ทำให้คนดูเสียน้ำตาเป็นวรรคเป็นเวรแล้วล่ะก็ หนังเรื่อง The Reader มักจะติดโผเข้ามาแบบงง ๆเพราะดูจากตัวอย่างหนัง อาจทำให้เราเข้าใจว่าเป็นหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ในสงคราม บางคนอาจเข้าใจว่าเป็นหนังแนวนักกฎหมาย เน้นการตัดสินคดีอะไรทำนองนั้น หรือบางคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นหนัง Coming of Age ไปโน่นเลยก็ได้ ซึ่งความจริงแล้วจะเข้าใจแบบนั้นก็ไม่ผิด เพราะ The Reader มีการกล่าวถึงและนำเสนอเรื่องเหล่านั้นจริง แต่จุดเน้นแท้จริงของหนังเรื่องนี้ คือ “นี่มันหนังรักชัดๆ”

ความรัก ความลับ และความผิดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องราวเกิดขึ้นในประเทศเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มแรกนั้นไมเคิล เบิร์ก (รับบทโดย David Kross) เด็กหนุ่มอายุ 15 ปี บังเอิญได้เจอกับฮันน่า ชมิทซ์ (ระบทโดย Kate Winslet) สาวใหญ่วัยสามสิบกว่าปี ไม่รู้เพราะความไร้เดียงสาและเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มของไมเคิล หรือเพราะความสวยจับใจของฮันน่า หรือเพราะอะไรก็ตาม ที่ทำให้ไมเคิลสนใจฮันน่าและแอบย่องมาหาที่บ้านจนทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขั้นเด็กหนุ่มบอกแม่ค้าร้านอาหารว่า ฮันน่าเป็น “My Girlfriend”

ความรู้สึกของฮันน่านั้นไม่ได้แสดงออกชัดเจนนัก แต่สำหรับไมเคิลแล้วฮันน่าคือโลกทั้งใบเลยก็ว่าได้ เปรียบเสมือนชีวิตวัยหนุ่มแรกแย้มที่เพิ่งเรียนรู้เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ พอได้ลองแล้วก็เกิดลุ่มหลงพร้อมกับยกหัวใจให้สาวไปหมดไม่มีกั๊กไว้เลยซักนิด พอฮันน่าหายไป ชีวิตของไมเคิลก็เหมือนหายไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งคือ ฮันน่าชอบให้ไมเคิลอ่านหนังสือให้ฟัง ยิ่งเห็นคนรักอินกับเรื่องที่ตัวเองอ่านไมเคิลยิ่งหัวใจพองโตและอยากเอาใจฮันน่ามากยิ่งขึ้นจนต้องไปควานหาหนังสือพวกนิยายหรือวรรณกรรมมาอ่านแทบจะหมดห้องสมุด

เมื่อวันหนึ่งฮันน่าหายไป ความมีชีวิตชีวาของหนุ่มน้อยหายไปหมดสิ้น ไมเคิลกลายเป็นคนเก็บความรู้สึก ไม่เปิดใจให้ใคร ฝังใจอยู่กับรักครั้งแรกที่เขาไม่มีทางลืมได้แม้จะพยายามแค่ไหนก็ตาม ไมเคิลได้พบฮันน่าอีกครั้งเมื่อเขาเติบใหญ่เป็นนักเรียนวิชากฎหมาย แต่ที่หนังบีบหัวใจคนดูมาก ๆ ก็คือไมเคิลเข้ามาฟังการพิจารณาคดีกรณีสังหารหมู่ชาวยิวในสงครามโลกที่มีฮันน่าเป็นจำเลย ซึ่งเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าฮันน่าทำผิดร้ายแรงเอาไว้ จุดพีคคือไมเคิลรู้ความลับบางอย่างของฮันน่า ซึ่งเป็นความลับที่สามารถทำฮันน่าพ้นผิดได้ แต่เขาไม่สามารถบอกความลับนั้นกับใครได้เลย

เธอทำผิดขนาดนั้น แถมยังจากไปไม่ลาซักคำ ตกลงเธอรักฉันบ้างไหม

แน่นอนความรู้สึกของไมเคิลคือทั้งโกรธ ไม่เข้าใจ น้อยใจ แต่ยังรักมาก ในขณะที่เขาไม่รู้ว่าฮันน่านั้นรักเขาบ้างหรือเปล่า เขาเองก็จนมุมกับการช่วยเหลือฮันน่าให้พ้นผิด จำต้องปล่อยไปตามคำตัดสินของศาลซึ่งฮันน่าต้องติดคุกอีกหลายปี สิ่งที่เขาทำได้ (Ralph Fiennes รับบทไมเคิลตอนเป็นผู้ใหญ่) คือบันทึกเสียงการอ่านหนังสือ แล้วส่งเทปไปให้ฮันน่าในคุก เขาอ่านหนังสือจำนวนมากและส่งเทปไปให้ฮันน่าอย่างต่อเนื่อง จนวันหนึ่งเขาได้รับจดหมายจากเรือนจำ ซึ่งเป็นจดหมายจากฮันน่า…ถ้าใครได้ดูมาถึงตรงนี้ รับรองถ้าไม่ร้องไห้น้ำตาไหลพราก ก็ต้องมีน้ำตาซึมบ้างล่ะ

The Reader เป็นหนังปี 2008 กำกับโดย Stephen Daldry เป็นหนังที่พาให้ Kate Winslet ได้รางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมปี 2009 และยังเข้าชิงรางวัลใหญ่ทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และถ่ายภาพยอดเยี่ยมอีกด้วย บอกได้เลยว่าเรื่องนี้เป็นหนังโรแมนติกดราม่าที่ทรงพลังและประทับตราตรึงใจมาก

หน้าหนาวแล้ว ไปหาหนังเหงา ๆ มาดูกัน (2/2)

จากบทความที่แล้ว ได้เสนอหนังเหงาไปแล้ว 3 เรื่อง คือ My Blueberry Nights, Chungking Express และ The Lives of Others แต่ดูเหมือนหน้าหนาวจะไม่จบลงง่าย ๆ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน บางวันร้อนจนอยากย้ายประเทศไทยไปอยู่ขั่วโลกเหนือ บางวันอากาศเย็นสบายตอนเช้า พอตอนบ่ายกลับฟ้าครึ้มฝนตก สำหรับใครที่รอคอยอากาศหนาวอาจต้องลุ้นหน่อย เพราะภาวะโลกร้อนและ Climate Change ทำให้อากาศหนาวแถวประเทศไทยนั้นหายากขึ้นทุกวัน บทความนี้จึงอยากแนะนำหนังเหงาอีกซัก 3 เรื่อง ให้ดูไปพลาง ๆ เพื่อรอคอยหน้าหนาวแสนอบอุ่นของประเทศไทย

  1. 1. Into the wild (2007) เป็นหนังที่กำกับโดยนักแสดงมากฝีมืออย่าง Sean Penn โดยหนังบอกเล่าเรื่องราวของ Chris McCandless (แสดงโดย Emile Hirsch) หลังจากจบมหาวิทยาลัยเขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพื่อไปหาความหมายและความสุขที่แท้จริงของชีวิต โดยเลือกจะไปใช้ชีวิตลำพังในป่าของอาลาสก้า หนังเรื่องนี้นอกจากภาพโทนหม่น ๆ ซึ่งสวยมากแล้ว ยังแฝงข้อคิดให้คนดูได้คิดตาม ลองคิดดูว่าเราในฐานะคนดูจะเศร้าสะเทือนใจขนาดไหน เมื่อได้ติดตามผู้ชายคนหนึ่งเดินทางไปใช้ชีวิตในป่าคนเดียว พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอด จนตอนจบเขาค้นพบว่าความสุขที่จริงคืออะไร แต่มันกลับสายเกินไปแล้ว ต้องบอกเลยว่าตอนจบของหนังเรื่องนี้เหงาและเศร้าเอาการเลยล่ะ
  2. 2. Her (2013) กำกับภาพยนตร์โดย Spike Jonze ผู้เคยฝากผลงานไว้ในเรื่อง Being John Malkovich (1999) เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของ Theodore (แสดงโดย Joaquin Phoenix) นักเขียนจดหมายที่ถนัดงานเขียนข้อความดีๆ ส่งเป็นจดหมายให้คู่รักได้สมหวังหรือได้คืนดีกัน แต่เขาเองกลับมีชีวิตที่เปลี่ยวเหงา จนมาวันหนึ่งเขาได้เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ มาเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ระบบปฏิบัติการที่ว่านี้มีเสียงเป็นผู้หญิง และใช้ชื่อว่า Samantha และแล้วหนุ่มขี้เหงาอย่าง Theodore ก็เกิดชอบความฉลาด ขี้เล่น การใช้คำพูดที่น่ารักของ Samantha จนความรู้สึกพัฒนาไปเป็นความรัก….ฟังไม่ผิดหรอก นี่เป็นหนังที่มนุษย์ตกหลุมรักระบบปฏิบัติการ!! หนังมีความละเมียดละไม ใช้ภาพและโทนสีแนวฟุ้งฝัน เราจะได้เห็นผู้ชายเหงา ๆ คนหนึ่งกลับมามีชีวิตชีวา พูดคนเดียว ยิ้มคนเดียว หัวเราะคนเดียว ตอกย้ำวิถีชีวิตแบบพึงพาเทคโนโลยีและโซเชียลเน็ตเวิร์คของมนุษย์ในสังคมปัจจุบันได้ดีทีเดียว
  3. 3. Brokeback Mountain (2005) เรื่องนี้แหล่ะสุดยอดความเศร้าและเหงาของจริง เป็นหนังของผู้กำกับเอเชียคนเก่ง Ang Lee นั่นเอง คงไม่ต้องอธิบายให้มากความเพราะเป็นหนังที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ก็ว่าได้ เอาเป็นว่า Brokeback Mountain เป็นเรื่องราวความรักของเด็กหนุ่มสองคน แต่ด้วยวิถีและค่านิยมของสังคมพวกเขาจำเป็นต้องแยกย้ายไปแต่งงานและมีครอบครัวของตนเอง เมื่อกลับมาพบกันอีกครั้งพร้อมความรักที่ยังคับอก ก็ไม่สามารถปฏิเสธกันและกันได้ แต่ถึงจะรักกันขนาดไหนเขาสองคนทำได้แค่นัดเจอกันเพียงปีละหนึ่งครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นและต้องพยายามหลบซ่อนจากโลกของคนรู้จัก ฟังแค่นี้ก็เศร้าแล้ว ยิ่งในเรื่องมีโกรธกัน งอนกัน กว่าจะได้ง้อกันก็ต้องรอเจอกันปีหน้า กว่าจะง้อกันเสร็จอีกคนก็หายไปแล้ว ส่วนคนที่ยังอยู่ก็ทนเหงาลำพังต่อไป เนี่ย…เรื่องมันเศร้า ต้องยกนิ้วให้กับการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเลย

นี่คือหนังเหงา 3 เรื่อง 3 รสที่เรานำมาฝาก หวังว่าจะถูกใจและถูกเก็บเข้าในลิสต์หนังเหงาในดวงใจของคุณ และหากดูแล้วอยากแบ่งปันความคิดเห็น ความรู้สึก หรือแง่มุมความคิดเกี่ยวกับหนัง ก็สามารถมาแชร์กันได้เลย ?!

 

หน้าหนาวแล้ว ไปหาหนังเหงา ๆ มาดูกัน (1/2)

ถ้าถามคอหนังซัก 100 คน ว่าชอบหนังแนวไหนและถามเหตุผลด้วยว่าทำไมถึงชอบดูหนังแนวนั้น คุณอาจจะได้คำตอบที่ต่างกันและมีความหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ นั่นเป็นเพราะความชอบของคนเรามันเกิดขึ้นจากความรู้สึกที่แตกต่างกัน หรืออาจกล่าวอีกแง่หนึ่งได้ว่ารสนิยมการเสพหนังของคนเรามันไม่เหมือนกัน ดังนั้น วันนี้เราจะมาแนะนำหนังเหงา ๆ สำหรับคนที่ชอบเสพความเหงา ลองจินตนาการเวลาอยู่คนเดียวกับบรรยากาศฤดูหนาว อากาศเย็น ๆ ท้องฟ้าหม่น ๆ แล้วนอนใต้ผ้าห่ม ดูหนังทั้งวัน คงจะรู้สึกปริ่มน่าดู

  1. 1. My Blueberry Nights (2007) เป็นหนังของผู้กำกับหนังเหงาในตำนาน “หว่อง กา ไว” หนังเล่าเรื่องผู้หญิง 3 คน คือ Elizabeth (แสดงโดย Norah Jones) Sue Lynne (แสดงโดย Rachel Weisz) และ Leslie (แสดงโดย Natalie Portman) แต่เรื่องที่ดูจะอบอวลด้วยความรักและความเหงามากที่สุดคงจะเป็นเรื่องของ Elizabeth ที่มี Jeremy (แสดงโดย Jude Law) มาร่วมสร้างความโรแมนติกได้เหงาแบบสุด ๆ หนังเรื่องนี้อาจทำให้คุณเข้าใจว่าบางทีความเหงามันไม่ได้ร้ายกาจ แต่เราอยู่กับมันได้ขอแค่มีใครซักคนร่วมแบ่งปันและเดินไปด้วยกันเท่านั้นก็เพียงพอ
  2. 2. Chungking Express (1994) ขอยกหนังของ “หว่อง กา ไว” อีกซักเรื่อง เป็นเรื่องราวความรักของ นายตำรวจรหัส 223 (Takeshi Kaneshiro) และนายตำรวจรหัส 663 (Tony Leung Chiu Wai หรือพี่เหลียงเฉาเว่ยของเรานั่นเอง) เรื่องนี้มีครบทุกรสชาติของความรักเลยก็ว่าได้ ทั้งอกหัก แอบรัก จีบแบบทำให้รู้ตัวและไม่รู้ตัว พอรู้ตัวแต่ต้องห่างกัน ก็มีช่วงที่ต้องรอคอยอีก เราจะสัมผัสความเหงาได้ตลอดเรื่อง อย่างเช่นกิจวัตรประจำวันของตัวละคร ทั้งที่มันก็เป็นกิจกรรมธรรมดาทั่วไป แต่เราดูแล้วมันให้ความรู้สึกเหงาเป็นบ้าเลย! คู่พี่เหลียงเฉาเว่ย กับเฟย์ หว่อง (เธอแอบรักพี่เหลียงและพยายามทำอะไรต่อมิอะไรให้พี่เหลียง) เป็นอะไรที่ทำให้ยิ้มตาม กรี๊ดตาม และมีความสุขมาก นอกจากนั้น จะได้เห็นความ Cool ของ Takeshi Kaneshiro ที่ไม่มีเรื่องไหน Cool ได้ไร้เดียงสาแบบนี้อีกแล้ว ส่วนพี่เหลียงนะเหรอ ในเรื่องไม่ค่อยยิ้ม เก็บความรู้สึกสุด ๆ แต่ยิ้มทีนี่หลงแบบโงหัวไม่ขึ้นเลย แนะนำเรื่องนี้ ถ้าดูแล้วจะตอกย้ำความเหงา ในขณะเดียวกันจะให้ความสุข อิ่มเอม และส่งเสริมให้มองโลกบวกสุด ๆ เลยล่ะ
  3. 3. The Lives of Others (2006) หนังดีกรีรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมปี 2007  กำกับโดย Florian Henckel von Donnersmarck ผู้กำกับสัญชาติเยอรมัน แน่นอนว่าเป็นหนังภาษาเยอรมันและเป็นเรื่องราวในปี 1984 เบอร์ลินตะวันออก (ช่วงเวลาที่เยอรมันนีถูกแบ่งเป็นตะวันออกและตะวันตกด้วยกำแพงเบอร์ลิน) เจ้าหน้าที่ตำรวจลับ Hauptmann Gerd Wiesler รับคำสั่งให้สอดแนม Georg Dreyman นักเขียนที่กำลังถูกสงสัยว่าติดต่อกับฝั่งตะวันตก ด้วยเหตุนี้ Wiesler จึงต้องคอยดักฟัง Dreyman ตลอดเวลา เราจะได้ตามติดชีวิตของ Wiesler ที่คอยตามติดชีวิตของ Dreyman และเราจะสัมผัสได้เลยว่า Wiesler นั้นมีชีวิตที่เปล่าเปลี่ยว เหงา ไม่มีใคร เราจะได้เห็นพัฒนาการความรู้สึกของ Wiesler ที่ค่อย ๆ มีความผูกพันกับ Dreyman แอบช่วยเหลือ แอบเอาตัวเองเข้าไปพัวพันเพื่อขจัดปัญหาให้โดยที่ Dreyman ไม่รู้ตัว นอกจากความเหงาแล้วหนังเรื่องนี้ยังสร้างความสะเทือนอารมณ์ให้คนดูในตอนท้าย หรืออาจไม่ใช่เพียงความสะเทือนอารมณ์อย่างเดียว หากแต่เป็นความเป็นสุข…สุขแบบยิ้มตามทั้งน้ำตาเลยล่ะ

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 3 เรื่องสุดเหงาที่เราเอามาแนะนำสำหรับคนที่เสพติดความเหงาโดยเฉพาะ แต่หากใครที่ดูหนังคนเดียวเหงา ๆ จนเบื่อแล้ว จะลองไปชวนเพื่อนมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนมุมมองก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะ ว่าไหม?

ทำความรู้จักกับ 5 หนังที่เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ปี 2019 ประเภทภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม

อย่างที่รู้กันว่ารางวัลลูกโลกทองคำ หรือ Golden Globe Award  เป็นการมอบรางวัลให้กับภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ และถูกมองว่าเป็นเวทีใหญ่รองจากรางวัลออสการ์อันเป็นการมอบรางวัลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยการให้คะแนนจะได้จากผลจากการโหวตของนักข่าวและสื่อมวลชนในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้การจัดเวทีมอบรางวัลลูกโลกทองคำจะจัดช่วงต้นปี และในปี 2019 กำหนดจัดในเดือนมกราคม ดังนั้นวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ 1 ในรางวัลใหญ่ของเวทีลูกโลกทองคำ นั้นคือ ประเภทภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม (Best Film Drama) ซึ่งในปีนี้มีหนังที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงจำนวน 5 เรื่องด้วยกัน

  1. 1. Black Panther หนังซุปเปอร์ฮีโร่ในจักรวาลมาเวล เรื่องแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ขนาดนี้ เข้าฉายเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2018 เป็นเรื่องราวของ T’Challa กษัตริย์องค์ใหม่ของ Wakanda ที่ต้องปกป้องราชบัลลังก์และปกป้องประเทศ เป็นหนังที่เต็มไปด้วยบรรยากาศและวิถีชีวิตของเหล่าเชื้อพระวงศ์ ในขณะเดียวกันก็ยังนำเสนอการต่อสู้ตามแบบฉบับซุปเปอร์ฮีโร่ อีกทั้ง บทภาพยนตร์ยังสะท้อนเสรีภาพและเสมอภาค และนำแสดงโดยนักแสดงผิวสีเกือบทั้งเรื่อง
  2. 2. BlacKkKlansman หนังแนวเสียดสีสังคมและเต็มไปด้วยความตลกร้ายเรื่องนี้ เข้าฉายเมื่อเดือนสิงหาคม 2018 เป็นเรื่องราวของ Ron Stallworth ตำรวจผิวสีชาวแอฟริกันอเมริกัน ที่กำลังสืบสวนและสามารถแทรกซึมเข้ากลุ่ม Ku Klux Klan (ขบวนการคลั่งคนขาวและเหยียดสีผิวสุดโต่งในสหรัฐอเมริกา) ด้วยความช่วยเหลือของ Flip Zimmerman ตำรวจคู่หูชาวยิว เป็นหนังแนวตลกร้าย มีมุกเกรียน ๆ มีความตื่นเต้น และมีการหักมุมที่คาดไม่ถึง
  3. 3. If Beale Streat Could Talk หนังดราม่าชีวิตรันทดของหญิงผิวสีเรื่องนี้ เข้าฉายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 เสนอเรื่องราวของ Tish Rivers หญิงสาวยากจนที่ได้พบรักและกำลังตั้งท้องลูกคนแรก โชคร้ายที่คนรักของเธอถูกตั้งข้อหาคดีข่มขืน เธอจึงพยายามหาหลักฐานมาต่อสู้คดีและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนรัก เป็นหนังที่เศร้า รันทด บรรยากาศเรียกน้ำตา และทิ้งความประทับใจให้คนดูอย่างแน่นอน
  4. 4. Bohemian Rhapsody หนังชีวประวัติของ Freddie Mercury และวง Queen เข้าฉายเมื่อเดือนธันวาคม 2018 เป็นการเสนอเรื่องราวของวงดนตรีในตำนานอย่างวง Queen นอกจากเรื่องราวชีวิตของสมาชิกวงโดยเฉพาะ Freddie Mercury แล้ว เรายังจะได้สัมผัสบรรยากาศสุดยิ่งใหญ่ในคอนเสิร์ต Live Aid ในปี 1985 แฟนวงควีนได้ประทับใจแบบสุดขีดกันเลยทีเดียว
  5. 5. A Star Is Born หนังโรแมนติกดราม่าที่นำแสดงโดยเลดี้กาก้า และแบรดลีย์ คูเปอร์ ที่หันมากำกับเองและนำแสดงเอง เรื่องนี้เข้าฉายเดือนธันวาคม 2018 เป็นเรื่องราวความรักสะเทือนอารมณ์ของนักดนตรีหนุ่มชื่อ Jack ที่กระตุ้นและช่วยเหลือให้ Ally นักร้องสาวที่หมดไฟไปแล้ว กลับมาพยายามและเฉิดฉายเป็นนักร้องดังได้สำเร็จ หนังเรื่องนี้ดนตรีและเพลงประกอบดีมาก คนดูจะได้ชมการร้องเพลงอันทรงพลังของเลดี้ กาก้า แค่ฉากเดียวก็ทำให้ขนลุกได้เลย

ได้ทำความรู้จักคร่าวๆ ไปแล้ว ใครสนใจเรื่องไหนไปหามาดูกันเลย ซึ่งบางเรื่องยังมีฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเรา ดูแล้วชอบ ประทับใจ หรือมีความคิดเห็นยังไง อย่าลืมมาแบ่งปันกันนะ และมาลุ้นกันว่าเรื่องไหนจะคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ ประเภทภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยมในปีนี้มาครอง