คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด (ตอนที่ 2/2)

คริสโตเฟอร์ โนแลนด์  เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 1970 (ปีนี้เขาก็จะอายุครบ 49 ปี) เขาเกิดที่ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันเขาถือสัญชาติอังกฤษ-อเมริกัน บนเส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์กว่า 20 ปี เขาได้เริ่มจากหนังเล็กๆ ทุ่นต่ำ ค่อยๆ เติบโต และจุดเปลี่ยนในเส้นทางอาชีพของเขาคือการได้รับรางวัลทางภาพยนตร์ จนได้รับโอกาสทำภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ขึ้นและเขาก็เติบโตก้าวกระโดดอย่างมากในช่วง 10 ปีหลัง หนังของเขาหลายเรื่องติดอันดับภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเลยทีเดียว และนี่คือหนัง 7 เรื่องของโนแลนในช่วง 10 ปีหลัง

Batman Begins (2005) หนังเฟรนด์ไชน์วีรบุรุษรัตติกาลเรื่องนี้ นำแสดงโดย Christian Bale (ในบท Bruce Wayne และ Batman) ร่วมด้วย Michael Caine, Gary Oldman, Cillian Murphy            และดาราดังอีกมากมาย โนแลนได้ปลุกกระแสแบทแมนฮีโร่รัตติกาล ด้วยการตีความใหม่ที่มีความทันสมัยและสร้างตัวละครให้มีมิติทางความคิดที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น (งานถนัดเฮียโนแลนล่ะ) ไม่เพียงแต่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนหนัง เขายังได้รับกระแสที่ดีจากนักวิจารณ์อีกด้วย

The Prestige (2006) ศึกมายากลหยุดโลกเรื่องนี้ได้ Christian Bale, Hugh Jackman และ Michael Caine มาร่วมแสดง มีการแข่งขันและหักเหลี่ยมไปมา จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมและฆาตกรรมที่สมบูรณ์แบบ และยังทิ้งคำถาม Are you watching closely? ที่เป็นเหมือนคำคมให้แฟนหนังน่าขบคิดกัน

The Dark Knight (2008) หนังภาคต่อของ Batman Begins เป็นเรื่องที่ทำรายได้ถึง 1000 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเท่าที่เขาเคยทำหนังมา หนังที่ใครต่างยกย่อง ชื่นชม ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 8 สาขา และ Heath Ledger (ซึ่งเสียชีวิตหลังจากถ่ายทำเสร็จ) ก็ชนะรางวัลนักแสดงสมทบชายในปีนั้นด้วยบทบาท Joker อันโด่งดัง

Inception (2010) อีกเรื่องที่ทำรายได้ทั่วโลกสูงถึง 800 ล้านดอลลาร์ หนัง sci-fi thriller ที่ว่าด้วยการฝันซ้อนฝัน เป็นความแปลกใหม่ในวงการภาพยนตร์ และเป็นหนังที่มีการถกเถียงอภิปรายมากที่สุดในปีที่ออกฉาย ได้ Leonardo DiCaprio นำทัพนักแสดงดังอีกมากมาย อาทิ Joseph Gordon-Levitt, Tom Hardy, Cillian Murphy, Ellen Page ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 8 สาขา และชนะมาได้ถึง 4 รางวัล

The Dark Knight Rises (2012) ภาคจบของหนังแบทแมน (Nolan’s Batman trilogy) ทำลายสถิติหนังรายได้สูงสุดของตัวเองด้วยรายได้ทั่วโลก 1,084 ล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ทำให้แฟนหนังที่รอคอยผิดหวังเพราะเป็นบทสรุปที่น่าทึ่งถือเป็นมหากาพย์ที่คงอยู่ในใจแฟนหนังไปอีกนาน

Interstellar (2014) หนัง Drama-SciFi ผจญภัยในอวกาศ นำแสดงโดย Matthew McConaughey, Anne Hathaway และ Jessica Chastain หนังเรื่องนี้นอกจากการถ่ายทำที่ออกมาดีสมจริงและยิ่งใหญ่แล้ว เรายังได้เห็นความอัจฉริยะและความเปี่ยมไปด้วยจินตนาการของโนแลนผ่านบทภาพยนตร์ที่เขาถ่ายทอดออกมา หนังทำรายได้ทั่วโลกถึง 670 ล้านดอลลาร์ ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 5 สาขาและชนะรางวัลในสาขา Best Achievement in Visual Effects

Dunkirk (2017) ภาพยนตร์แนวสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าเรื่องผ่าน 3 มุมอง ได้แก่ พลทหารภาคพื้นดิน นักบินภาคอากาศ และจิตอาสาที่นำเรือออกมาช่วยพาเหล่าทหารกลับบ้าน เป็นการจำลองเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 1940 ที่อ่าว Dunkirk ประเทศฝรั่งเศส หนังทำรายได้ทั่วโลกถึง 525 ล้านดอลลาร์ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่โนแลนได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Achievement in Directing)

ทั้งหมดนั่นคือหนังของผู้กำกับขวัญใจแฟนหนังทั่วโลก และมีข่าวดีสำหรับติ่งโนแลนด์ เพราะค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Bros ได้ประกาศออกมาแล้วว่าหนังเรื่องต่อไปของโนแลนจะปล่อยออกมาให้ได้ชมกันเดือนกรกฎาคม ปี 2020… อดใจรออีกปีเดียว

คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด (ตอน 1/2)

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนังของโนแลนเนี่ย มันเจ๋งและเทพมากจริงๆ หนังของโนแลนมักจะมีจุดเด่นตรงการเล่าเรื่อง (storytelling) การลำดับภาพที่มักจะสลับเหตุการณ์ไปมา (nonlinear timelines) มีการนำเสนอปมของตัวละครและการคลายปมที่สร้างความประหลาดใจให้กับคนดูเสมอ จากจุดเริ่มต้นที่เขามีกำลังทำหนังด้วยทุนสร้างเพียงน้อยนิด ปัจจุบันเขาผงาดขึ้นเป็นผู้กำกับแนวหน้า ทำหนังฟอร์มใหญ่ ต้นทุนสูงทั้งนั้น และแม้หนังจะมีโปรดัคชั่นที่ใหญ่ขนาดไหน และมีความคาดหวังทางรายได้มากขึ้นเท่าใด โนแลนก็ยังคงคอนเซ็ปต์เขียนบทและกำกับเอง (Writer-Director) และก็ไม่เคยละทิ้งสไตล์และเอกลักษณ์ความเป็นโนแลนเลยซักครั้ง เราจะพาทุกท่านไปรู้จักหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ตั้งแต่เรื่องแรกจนถึงเรื่องล่าสุดกันเลยทีเดียว

Following (1998) ในระหว่างโนแลนด์เรียนวรรณคดีอังกฤษ ที่ University College London เขาได้เรียนรู้เทคนิคการทำภาพยนตร์และได้ทำภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขียนบทและกำกับเองเรื่อง Following ด้วยทุนสร้างเพียงน้อยนิด เป็นหนังทริลเลอร์-ฟิล์มนัวร์ ถ่ายทำด้วยภาพขาวดำ การนำเสนอเรื่องราวที่ให้ความรู้สึกลึกลับ ตัวละครมีความน่าสนใจ มีการเล่าเรื่องที่ชวนติดตาม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ทำให้เขามีความน่าเชื่อถือและสามารถหาเงินทุนที่มากขึ้นสำหรับการทำหนังเรื่องต่อมา

Memento (2000) เรื่องถัดมา เขายังคงเขียนบทและกำกับเอง ซึ่งได้ Guy Pearce มาแสดงนำ หนังเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มอดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประกันภัย เขาบอกว่าสมองของเขาถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงทำให้เขามีความจำระยะสั้นและไม่สามารถสร้างความทรงจำใหม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาจำได้คือ เขากำลังตามหาฆาตกรที่ฆ่าภรรยาของเขา โดยเส้นเรื่องหนึ่งเล่าเรื่องไปข้างหน้า และอีกเส้นเรื่องหนึ่งเล่าเรื่องแบบย้อนหลัง จากเรื่องนี้เอง โนแลนได้รับการยอมรับมาก รวมถึงได้เสนอชื่อเข้าชิงทั้งออสการ์และลูกโลกทองคำในสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย

Insomnia (2002) เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เขาไม่ได้เขียนบทเอง เพราะเป็นหนัง remake จากหนังนอร์เวร์ชื่อเดียวกัน เป็นเรื่องราวของนายตำรวจรุ่นใหญ่ที่เดินทางไปสอบสวนคดีฆาตกรรมในเมืองพระอาทิตย์เที่ยงคืน เขาคิดว่าสาเหตุที่เขานอนไม่หลับเป็นเพราะแสงอาทิตย์ที่สาดส่องตลอดเวลา แต่ทว่าปัญหาภายในจิตใจและจิตสำนึกของเขาต่างหากที่รบกวนใจและฉุดดึงให้ร่างกายเขาทรุดโทรมจากการไม่หลับไม่นอน นี่เป็นหนังเรื่องเดียวของโนแลนด์ที่ไม่ได้เข้าชิงรางวัลในเวทีใหญ่ แต่ใช่ว่าหนังจะไม่มีคุณภาพนะ บอกได้เลยว่าเรื่องนี้ดูสนุก ทำให้ได้คิดแบบลึกซึ้ง แถมยังได้ดาราเจ้าของรางวัลออสการ์มาแสดงถึงสามคน คือ Al Pacino, Robin Williams และ Hilary Swank

นี่คือภาพยนตร์ 3 เรื่องแรกของโนแลนด์ ก่อนที่เขาจะก้าวมากำกับหนังเฟรนด์ไชน์แบทแมนและโด่งดังเป็นพลุแตก มีแฟนคลับเกิดขึ้นทุกมุมโลก ถูกยกย่องให้เป็นผู้กำกับที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ บทความต่อไปเราจะพาไปรู้จักกับหนังที่เหลืออีก 7 เรื่องของเขา…โปรดติดตาม

ถ้ายังไม่รู้จักหนัง จะตัดสินใจอย่างไรไม่ให้พลาดหนังดี

ใคร ๆ อาจจะรู้หรือมีทริกในการเลือกดูหนังเป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่หากใครยังไม่รู้เราก็มีทริกง่าย ๆ ในการเลือกดูหนังให้ไม่พลาด ต่อให้คุณไม่รู้จักหนังเรื่องนั้น ๆ ก็ตัดสินใจได้ทันที ว่าควรเสียเงินดูหรือไม่

1.ดูทีเซอร์

ทีเซอร์หรือตัวอย่างหนังที่ใช้โปรโมทก่อนออกฉายจริง เป็นตัวสรุปหรือเกริ่นนำที่บอกเราได้ว่า เรื่องราวของหนังจะเป็นไปในแนวทางไหน จะดึงดูดให้ติดตาม สร้างความลุ้นระทึก ตื่นเต้น สับสน หรือเบื่อหน่ายตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ดู สามารถเดาทางได้ว่าเป็นแบบไหน หรือเดาไม่ได้เลย มีส่วนในการทำให้เราเลือกดูหนังได้ง่ายขึ้น

  1. ดูเนื้อเรื่อง

เนื้อเรื่องที่มีแปลกใหม่ หลากหลาย มีปมเหตุการณ์หรือความสัมพันธ์ของตัวละครที่ซับซ้อนน่าสนใจ และหากเป็นเนื้อเรื่องแนวที่คุณชอบ ก็จะทำให้คุณเลือกดูหนังได้อย่างไม่ลังเล เนื้อเรื่องดี ก็มีชัยไปแล้วเกือบครึ่งที่จะสร้างความประทับใจ สร้างความเซอร์ไพรส์ในขณะดูหนัง

  1. อย่าพึ่งอ่านสปอย

การอ่านดูสปอยหนังก็เหมือนกับการได้อ่านตอนจบนั้นแล้ว โดยที่คุณเองยังไม่ทันได้เริ่มต้นดูเลย และการสปอยนั้นเป็นเพียงความคิดเห็นและรสนิยมความชมชอบส่วนตัวของบุคคลหนึ่ง ๆ เท่านั้น ซึ่งแสดงความคิดเห็นในมุมมองของคนคนนั้นเอง ซึ่งความชอบของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนชอบน้ำหวานเย็น บางคนชอบน้ำอัดลมซู่ซ่า รสชาติการเสพไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถนำเอาตีความไปเลยได้ว่า หนังเรื่องนั้นไม่สนุก บางเรื่องที่ใครหลายคนว่าไม่สนุก คุณอาจชอบมันก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าการอ่านสปอยหนังจะไม่ดี ไม่ควรอ่านก่อนดูหนังเลย การอ่านสปอย สำรวจสปอยหนังเรื่องหนึงก่อนดู มีข้อดีเช่นเดียวกันเพราะการที่มีสปอยหนังไปทางลบมากกว่าบวก จะช่วยคุณในการพิจารณาได้ดีมากขึ้น ก่อนจะตัดสินใจดูหนังเรื่องนั้น

  1. ดูกระแสในขณะนั้น

ยิ่งหนังนั้นออกฉายและมีคนบอกต่อกันมากเท่าไร นั่นแปลว่าหนังเรื่องนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่สนุกและน่าสนมากก็ได้ การันตีได้ว่าคงไม่เสียใจที่ได้ดู แต่ขณะเดียวกันก็อย่าพึ่งเชื่อไปเสียทีเดียว บางทีเราอาจจะตกเป็นเหยื่อของการโปรโมทหนังได้เช่นเดียวกัน จึงควรพิจารณาข้ออื่น ๆ ปะกอบด้วย

  1. ผู้กำกับ

ผู้กำกับแต่ละคนมีสไตล์การกำกับเฉพาะตัวเป็นของตนเอง ผู้กำกับที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักดีจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าหนังที่คุณเลือกดูนั้น จะเป็นแนวไหนอย่างน้อยคงจะสร้างเซอร์ไพรส์อะไรได้พอสมควร และหากคุณรู้จักผู้กำกับภาพยนตร์ก็คงจะมีภาพในหัวไว้อยู่แล้ว และมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง

สุดท้ายคุณต้องเปิดใจกับหนังเรื่องนั้น ๆ หากคุณไม่เปิดใจ ในการดูหนังมัวแต่สนใจสปอยจากแหล่งต่าง ๆ หรือคำบอกเล่าของใครมากเกินไป มันจะกลบความสนใจ ความคิดของคุณไป กลายเป็นเป็นปิดใจและมีอคติให้กับหนัง ผู้กำกับ องค์ประกอบอื่น ๆ ดังนั้นอย่าพึ่งเชื่อใครมากเกินไป ลองดูสักตั้งก่อนสิไม่แน่ คุณอาจจะได้เปิดมุมมองใหม่ก็ได้นะ

 

“หนังที่ดีและสนุก” มักจะมีอะไรอยู่บ้าง?

หลายท่านคงจะสงสัยใช่ไหมล่ะว่า หนังที่ดีเป็นอย่างไร จะไปรู้มันทำไมหรือน่าสงสัยตรงไหน แค่ดูแล้วสนุกหัวเราะ นั่นแหละก็เป็นหนังที่ดีแล้ว เราจะบอกว่ามันก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก เพราะหนังที่สนุกบางครั้งก็อาจไม่ใช่หนังที่ดี หนังที่ดีบางทีก็ไม่จำเป็นต้องสนุก สรุปแล้วจะยังไงต่อล่ะนี่? เราแค่จะมาบอกคุณว่า หนังที่ดีนะต้องมีอะไรบ้างเท่านั้นเอง เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดูหนัง และการดูหนังของคุณจะมีอรรถรสมากขึ้น

1.เนื้อหนัง

หมายถึงเนื้อเรื่องของภาพยนตร์นั้นเอง หนังส่วนใหญ่ที่เราได้รับชมกัน หรือแม้ละครและซีรีย์ต่างประเทศที่เราดู ล้วนนำเนื้อหามาจากหนังสือนิยายทั้งสิ้น หรือนำมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของบุคคลในแวดวงระดับชนชั้นต่าง ๆ นำมาทำเป็นหนัง และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้หนังเรื่องนั้นเป็นหนังที่ดีและสนุกได้ พื้นฐานเลยต้องมาจากเนื้อเรื่องที่มีความแปลกใหม่หลากหลาย มีปม เหตุการณ์ต่าง ๆ หรือมีเนื้อหาที่อ้างอิงใกล้ชิดกับความเป็นจริงที่เจอได้ในชีวิตประจำวัน หรือเพ้อฝัน ยิ่งทำให้ผู้ชมสามารถสัมผัสหรือจินตนาการได้ง่าย และน่าสนใจ เมื่อพื้นฐานเรื่องดี หนังเรื่องนั้นย่อมมีการดำเนินเรื่องที่ดี

2.ตัวละครและนักแสดง

ความสัมพันธ์ของตัวละครและนักแสดง นักแสดงมีความเหมาะสมตรงคาแร็คเตอร์ของตัวละคร นักแสดงมีความเป็นมืออาชีพทางในการแสดง อินกับบทบาทที่ได้รับ ทำให้มีความสมจริง ผู้ชมสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของตัวละคร ส่งผลต่อความไหลลื่นไม่ขัดต่อความรู้สึกในการดูหนัง ซึ่งหนังเรื่องหนึ่งจะสนุกได้ก็สามารถเห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกันจากการดูการแสดงที่สื่ออกมาของนักแสดงคนนั้น คุณคงไม่อยากดูหุ่นยนตร์ที่พูดได้แต่แข็งทื่อเหมือนท่อนไม้หรอกนะ

3.การตัดต่อ

การตัดต่อภาพและเสียงก็มีส่วนสำคัญมากเช่นเดียวกัน ในการเล่าเรื่องราวบรรยายเหตุการณ์ของหนังให้ผู้รับชม สามารถเข้าใจเรื่องราวของหนังได้ง่าย แสดงมุมมองต่าง ๆ ของตัวละครและเหตุการณ์ และเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าหนังเรื่องที่คุณกำลังจะเลือกดูนั้นสนุกหรือไม่สนุก เข้าใจเรื่องราวในหนังได้มากแค่ไหน ทำให้หนังนั้นน่าสนใจและติดตามมากขึ้น

4.องค์ประกอบศิลป์และแสงสี

องค์ประกอบศิลป์และแสงสี เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้หนังนั้นเป็นหนังที่ดี เพราะหนังก็เหมือนเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ต้องมีสีสัน และแสดงอารมณ์ความรู้สึกหลากหลาย รวมถึงสะท้อนอะไรบางอย่างให้กับผู้รับชมได้สัมผัสได้สัมผัสถึง การใช้ศิลปะการออกแบบฉาก แสงสีที่ใช้ในหนังล้วนแสดงอารมณ์ความนึกคิดของตัวละคร อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าหนังที่กำลังดูอยู่เป็นหนังแนวไหน แนวดารก์ฆาตกรรม ลึกลับ เวทย์มนตร์ หรือแนวตลกโปกฮา ถ้าคุณสังเกตดี ๆ คุณจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบศิลป์ แสงสี โทนภาพจะมีความแตกต่างกัน บอกถึงอารมณ์หนัง ส่งผลให้ผู้รับชมเกิดความรู้สึกที่หลากหลากหลายรับรู้อารมณ์ของหนัง ตัวละคร ได้ชัดเจน สร้างคุณค่าให้กับหนัง

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในการเลือกดูหนังที่มีแนวโน้มว่าจะสนุกและเป็นหนังที่ดี เพราะหากเรารู้ทริกเล็ก ๆเหล่านี้ เราก็จะผิดหวังน้อยลงเมื่อเลือกหนังเรื่อง ๆ หนึ่งมาดู

 

ดูหนัง ฉบับ “คนโสด (ที่ขี้เกียจไปดูโรงหนัง)” 2018

ใครโสดอยู่ให้ยกมือขึ้นนนนนนน เชื่อว่าคงจะมีคนที่โสดยกมืออยู่จำนวนไม่น้อยที่อยากจะตะโกนป่าวประกาศให้ได้รู้ว่าฉันโสดนะ แต่เฮ้อเวลามันช่างเร็วซะเหลือเกิน นี่ก็ปี 2018 แล้ว เผลอแปปเดียวก็จะเป็นปี 2019 คนมีคู่ก็เดินจับมือกันไปดูหนังดูแฮปปี้กันดีจัง อิจฉาซะจริง แล้วไงล่ะ ถึงแม้จะโสดเราก็มีความสุขได้กับการดูหนังคนเดียวนี่หน่า สำหรับใครที่เพิ่งโสดหรือโสดมานานแล้ว เราก็มีคู่มือดูหนังฉบับคนโสด 2018 มาให้กัน

1.วางแผน

โสดทั้งทีเราต้องมีเป้าหมาย เริ่มจากการวางแผนเลือกสไตล์หนังที่ชอบ จะแนวไซไฟ หนังผี ฮีโร่ คอมเมดี้ เลือกเอาตามสบาย ข้อดีของคนโสดคือไม่ต้องมานั่งตามใจใคร ทำอะไรก็แสนสะดวกสบาย ไม่ต้องมาทะเลาะ หรือต้องรอใครด้วย เห็นไหมล่ะได้เปรียบคนมีคู่ขนาดไหน วางแผนเลยว่าจะดูคนเดียวหรือดูกับใครที่ไม่ใช่แฟน

2.เพื่อน

หากคุณไม่อยากดูหนังเรื่องโปรดคนเดียว จะเป็นใครดี ลองชวนเพื่อนสนิทของคุณดูเอาไหม แน่นอนเพื่อนที่ชอบแนวเดียวกับเราคงไม่ปฏิเสธแน่ ๆ แล้วถ้าเกิดเพื่อนไม่ว่างอีกล่ะ ลองชวนญาติ ๆ หลาน ๆ ชวนมาให้หมด

3.แอปพลิเคชันหาคู่

ยุคนี้เป็นยุคของเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว หากคุณวางแผนว่าจะดูหนังกับเพื่อนแต่เพื่อนดันไม่ว่าง หาคนแปลกหน้ามาดูหนังด้วยดีกว่า ห่ะคนแปลกหน้า มันจะปลอดภัยเหรอ ชวนคนแปลกหน้าไปดูหนังด้วยกัน เป็นความคิดที่บ้าที่สุด รับไม่ได้ เดี๋ยวก่อนสมัยนี้แอปพลิเคชันหาคู่หรือหาเพื่อนเนี่ยมันต้องลงทะเบียน ยืนยันตัวจนแล้ว เรียกว่าปลอดภัยมาก ๆ นอกจากจะได้สานสัมพันธ์มิตรภาพใหม่เผลอ ๆ อาจจะได้แฟนโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ

4.ไลฟ์สด

ดูหนังคนเดียวโลกไม่จำ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กไปเล้ยยย คนโสดที่ขี้เหงามาก ๆ หรืออยากสร้างความเร้าใจ ต้องการให้เพื่อนเข้ามาดูเป็นเพื่อนกันมาก ๆ วิธีนี้ก็เป็นวิธีคลายเหงาที่สุด ฉีกกฎเดิม ๆ ที่เคยมีดูสักครั้งไหม เพราะการดูหนังที่บ้านปกติ มันธรรมดาไปแล้ว

5.สัตว์เลี้ยง

สัตวเลี้ยงมาเกี่ยวอะไรด้วยนะ คนโสดใครที่มีสัตว์เลี้ยง น้องหมา น้องแมว หรือแม้แต่น้องปลา ก็เป็นเพื่อนดูหนังที่ดีของคุณได้นะ มันจะอยู่ใกล้ ๆ กับคุณ หายเหงาอย่างแน่นอน

6.ดูคนเดียว

หากสุดท้ายแล้วคุณชอบอะไรที่ธรรมดาเรียบง่าย สามารถดูหนังคนเดียวได้อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก การดูหนังคนเดียวคงจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ แต่สำหรับคนที่พึ่งกลับมาครองสถานะโสด ก็ต้องสตรองหน่อยนะ

คู่มือแนะนำฉบับนี้อาจจะออกฮาสักหน่อย แต่เชื่อว่าคงมีคนเคยทำมาบ้างแล้วสักข้อ แล้วคุณล่ะเคยทำข้อไหนบ้าง ลองเล่าให้เราฟังบ้างนะ