เตรียมพบกับ Once Upon a Time in Hollywood หนังลำดับที่เก้าของผู้กำกับ Quentin Tarantino

เมื่อปี 2015 แฟนหนังของผู้กำกับเควนติน แทแรนติโน ได้สัมผัสความสนุก บ้าบอ บ้าเลือดไปแล้ว กับหนังกวนประสาทเลือดสาดเละเทะเรื่องแปดพิโรธ โกรธแล้วฆ่า หรือ The Hateful Eight ผ่านมา 4 ปี จนถึงวันนี้ เราได้ข่าวหนังเรื่องใหม่ของเควนติน ชื่อเรื่อง Once Upon a Time in Hollywood กำหนดฉายในบ้านเราช่วงเดือนสิงหาคมปี 2019 พอกดไปค้นหาตัวอย่างภาพยนตร์ดันไม่มีให้ดู ไปค้นหาในเว็บไซต์ฐานข้อมูลต่างๆ ก็ไม่มี จะมีก็แต่รายชื่อนักแสดงและข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเพียงน้อยนิด แฟนหนังเควนตินตื่นเต้นจนทนไม่ไหว ต้องค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เท่าที่จะหาได้ และได้สรุปมาให้รับทราบโดยทั่วกันตามนี้จ้า

เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

                เควนตินเคยให้สัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องต่อไปของเขานั้นจะสร้างจากเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Charles Manson หัวหน้ากลุ่มฆาตกรอันโด่งดัง (Manson Family) ซึ่งเคยก่อเหตุฆาตกรรมหลายรายในช่วงปี 1969 ซึ่งเดิมนั้นหนังเรื่องนี้กำหนดฉายวันที่ 9 สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นครบรอบ 50 ปีที่ Sharon Tate (นักแสดงสาวฮอลลีวูด และยังเป็นภรรยาของ โรมัน โปลันสกี ผู้กำกับชื่อดังในยุคนั้น) ถูกฆาตกรรมโดยสมาชิกครอบครัวแมนสัน (Charles Manson’s Family) แต่ต่อมาถูกเลื่อนออกไปฉายวันที่ 26 กรกฎาคม 2019 และด้วยข้อมูลน้อยนิดแบบนี้ เราต้องมาลุ้นต่อว่าเควนตินจะมีลูกเล่นในการเล่าเรื่องแบบไหน

Manson Family คืออะไร

The Manson Family หรือ “ครอบครัวแมนสัน” เป็นกลุ่มฆาตกรหนุ่มสาวในลอสแอนเจลิส โดยมีหัวหน้ากลุ่มคือ “Charles Manson” ครอบครัวแมนสันนี้มีลักษณะคล้ายลัทธิหัวรุนแรง ซึ่งแมนสันได้ล้างสมองสมาชิกด้วยคำโกหกหลอกลวงแสนเพี้ยน จนวันที่ 9-10 สิงหาคม 1969 พวกเขาได้ก่อเหตุฆาตกรรมหมู่ชาวผิวขาวมีผู้เสียชีวิตรวม 7 ราย  

นักแสดงมีใครบ้าง

                นักแสดงหลัก Leonardo DiCaprio, Brad Pitt, Al Pacino, Margot Robbie, Tim Roth ดูจากรายชื่อนักแสดงแล้วล้วนแต่เป็นเจ้าเก่าเจ้าเดิมที่เคยร่วมงานกับเควนตินมาแล้วทั้งนั้น จะมีก็แต่ Al Pacino และ Margot Robbie ที่มาเปิดซิงกับเฮียเควนตินเป็นครั้งแรก และดูจากภาพที่ปล่อยออกมา เราจะเห็นลีโอนาโด ยืนเท่ๆ เคียงคู่กับแบรด พิตต์ที่ยืนทิ้งเอวทำหน้าหล่ออยู่ข้างๆ ทำให้พอเดาได้ว่าเรื่องนี้เราต้องได้เห็นคู่หูคู่กวน “ลีโอ-แบรด” อย่างแน่นอน

หนังเรื่องนี้เป็นหนังลำดับที่ 9 ของเควนติน แทแรนติโน ชื่อหนัง “Once Upon a Time in Hollywood” เควนตินตั้งใจแสดงความนับถือให้กับ Sergio Leone ผู้เคยกำกับ Once Upon a Time in the West (1968) และ Once Upon a Time in America (1984) ซึ่งเป็นผู้กำกับคนโปรดของเควนติน และถือเป็นผู้มีอิทธิพลต่องานภาพยนตร์ของเขาอีกด้วย และสำหรับใครที่ตื่นเต้นและเฝ้ารอหนังเรื่องนี้จวนจะทนไม่ไหวล่ะก็ แนะนำให้กลับไปดูหนังลำดับที่ 1-8 ไปพลางๆ ก่อน และนับถอยหลังสู่เดือนสิงหาคม รอสัมผัสความยียวนกวนประสาท และเตรียมไปปลดปล่อยความเครียดในโรงกับฉากเลือดสาดแทรกมุกตลกร้ายสไตล์เควินตินได้เลย

Insomnia ภาพยนตร์ลำดับที่สามของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ (ตอนที่ 2/2)

จากบทความที่แล้ว เราทิ้งท้ายไว้ด้วยภาพนายตำรวจยอดนักสืบที่ความคิดด้านดีและด้านเลวกำลังต่อสู้กันในหัวตลอดเวลา ดอร์เมอร์มีปัญหาเรื่องการนอนหลับหนักขึ้นเรื่อยๆ ล่วงเลยถึง 6 วันที่เขาแทบไม่ได้นอน เขายังคงเห็นภาพเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรม ภาพรอยเลือด ภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อ และภาพคู่หูของเขา

ความรู้สึกผิด กับ การเอาตัวรอด แน่นอนว่าสิ่งที่กวนใจดอร์เมอร์จนทำให้นอนไม่หลับคงไม่ใช่แค่แสงอาทิตย์ในตอนกลางคืน แต่สิ่งที่อยู่ในหัวตลอดเวลาและเขาคงอยากจะจัดการให้ได้ก็คือ การคลี่คลายคดีฆาตกรรมและจับคนผิดเข้าคุก (สังเกตจากภาพเด็กสาวที่แวบเข้ามาในความคิดของเขา) เรื่องความรู้สึกผิดที่เขายิงคู่หู รวมทั้งเรื่องรอยและเลือดผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อ (ที่ยังไม่เฉลยสักทีว่ามันเกี่ยวข้องกับเขายังไง) แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เหลืออยู่นั้น กลับถูกเหยียบย่ำให้จมหายอยู่ในจิตใต้สำนึก เพราะเขาต้องการเอาตัวรอดจากความผิดทั้งหลาย เป็นการต่อสู้กันของด้านดีและด้านมืดในใจของดอร์เมอร์ และคนดูเองก็อยากรู้ซะด้วยสิ ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะตัดสินใจยังไง

ไว้ใจ หรือ หลอกใช้ นอกจากดอร์เมอร์ ตัวละครอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ วอลเตอร์ ฟินซ์ (Robin Williams) ผู้ฆ่าเด็กสาววัย 17 นั่นเอง เราค่อนข้างแปลกใจตอนที่ฟินซ์โทรหาดอร์เมอร์และพูดคุยเหมือนคนคุ้นเคยกันทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ซักพักก็พอเข้าใจได้…อาจเพราะฟินซ์เป็นคนเก็บตัว มีชีวิตอยู่กับการเขียนนิยายสืบสวนสอบสวน ดูเหมือนเขามีความเก็บกดและแปลกแยกจากสังคมพอตัวเลยล่ะ เมื่อเขาพบว่าดอร์เมอร์ปิดบังความลับเรื่องยิงคู่หูตัวเอง ก็เหมือนเขามีพวก (พวกที่มีความผิดแต่ไม่อยากให้ใครรู้) ฟินซ์เรียกดอร์เมอร์ว่า “วิลล์” ชื่อต้น…มีแต่คนสนิทเท่านั้นที่เรียก เขาดูออกว่าวิลล์นอนไม่หลับ ตอนนัดเจอกันบนเรือฟินซ์ยังมีท่าทีสบายใจที่จะเล่าเหตุการณ์ตอนที่เขาลงมือทำร้ายเด็กสาวจนเสียชีวิตให้วิลล์ฟัง บอกเล่าช่องทางที่จะโยนความผิดให้คนอื่นและหยิบยื่นข้อแลกเปลี่ยนเรื่องที่จะปิดบังการยิงคู่หูของวิลล์ ทุกการกระทำ สีหน้า คำพูด เหมือนฟินซ์ได้คุยกับเพื่อนรู้ใจ ในขณะที่ดอร์เมอร์นั้นต่อต้านในใจตลอดเวลา แต่ก็จำยอมเพราะไม่ต้องการให้ความลับเปิดเผย (ฟินซ์นั้นดูฉลาดและมีไม้เด็ดซ่อนไว้ป้องกันตัวเองเพราะไม่ได้มั่นใจเต็มร้อยว่าดอร์เมอร์จะเล่นตามเกม)

คนดีที่บังเอิญทำเรื่องเลว แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่าดอร์เมอร์เป็นคนดี แต่ลึกๆ แล้วเขามีความดีงามในใจอยู่ เห็นได้จาก เอลลี่ เบอร์ (Hilary Swank) ตำรวจท้องถิ่น (ซึ่งชื่นชอบและนับถือดอร์เมอร์มาก) ถูกมอบให้มาทำคดีการยิงคู่หูของดอร์เมอร์ เธอเขียนรายงานว่าคนร้ายเป็นผู้ยิงจนเสียชีวิตและนำรายงานมาให้ดอร์เมอร์เซ็นผ่าน ทั้งที่ดอร์เมอร์สามารถเซ็นผ่านได้เลย คดีจะได้จบ และเขาก็จะได้พ้นผิด แต่ดอร์เมอร์กลับบอกให้เอลลี่คิดให้ดีและให้กลับไปทบทวนใหม่ และในวันที่ตำรวจจับแพะรับผิดแทนฟินซ์ ดอร์เมอร์ตระหนักถึงความไม่ถูกต้อง และเขาได้ระบายให้คนที่โรงแรมฟังถึงที่มาของการตรวจสอบจากกองกิจการภายใน ซึ่งเป็นจุดเฉลยว่าภาพรอยเลือด และภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อเกี่ยวข้องกับเขายังไง และการยึดถือในความถูกต้องก็นำพาให้เขาไปสู่จุดจบของเรื่องและท้ายสุดก็สามารถนอนหลับได้ซักที

เสน่ห์ของหนังโนแลน มักจะมีการทิ้งปม และคลายปมตอนท้าย ซึ่งมักจะสร้างความประหลาดใจให้คนดูเสมอ ปมที่ว่าอาจไม่ใช่เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นให้เห็นโต้งๆ เสมอไป แต่บางคราวปมนั้น อาจเป็นเรื่องก้ำกึ่งของเหตุการณ์กับความขัดแย้งทางความคิดหรือทางความรู้สึกของตัวละคร เรื่องนี้นอกจากการสำรวจจิตใจของวิลล์ ดอร์เมอร์ (ซึ่งอาจเปรียบเป็นตัวแทนของคนรู้สึกผิดบาปกับบางสิ่งที่เคยทำในอดีต) เรายังจะได้ชมการหักเหลี่ยมเฉือนคมของ วิลล์ ดอร์เมอร์ และ วอล์เตอร์ ฟินซ์ รวมทั้งการแสดงได้เข้าถึงบทบาทของ Al Pacino และ Robin Williams ทำให้หนังสนุก น่าติดตาม และเป็นหนังที่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่งของโนแลน

Insomnia ภาพยนตร์ลำดับที่สามของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ (ตอนที่ 1/2)

Insomnia (2002) ชื่อไทย เกมเขย่าขั้วอำมหิต เป็นหนังลำดับที่สามของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ ถัดจาก Following (1998) และ Memento (2000) ซึ่งใครจะรู้บ้างว่าหลังจากคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ ทำหนังเรื่องนี้แล้วเขาได้จะกลายเป็นผู้กำกับแถวหน้า และทำหนังฟอร์มใหญ่ รายได้สูง และล้วนแต่เป็นหนังดังหนังขึ้นหิ้งทั้งนั้น ได้แก่ Batman Begins (2005) The Prestige (2006) The Dark Knight (2008) Inception (2010) The Dark Knight Rises (2012) Interstellar (2014) และ Dunkirk (2017)

Insomnia เปิดเรื่องภาพหยดเลือดสีแดงบนเนื้อผ้าสีขาว วงสีแดงของเลือดค่อยๆ แทรกซึมไปตามเส้นใยผ้าและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ (เหมือนเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่คนดูเชื่อว่าจะต้องเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องของหนังแน่ ๆ) ภาพขยับออกมาเห็นชายคนหนึ่งจากทางด้านหลัง เขากำลังถูไถรอยเลือดบนแขนเสื้อ (ตรงนี้เอง ก็ทำให้คนดูเชื่อว่า นี่คงเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นเหตุการณ์สำคัญ แต่ถูกทิ้งให้เป็นปริศนา เพื่อที่จะเฉลยในตอนท้าย) จากนั้นหนังถึงได้เริ่มเดินเรื่องตามปกติ โดยมีเนื้อเรื่องโดยย่อคือนักสืบวิลล์ ดอร์เมอร์ (Al Pacino) จากกรมตำรวจลอสแองเจอลิส พร้อมกับคู่หูของเขา ได้ถูกส่งมาสอบสวนคดีฆาตกรรมเด็กสาววัยรุ่นอายุ 17 ปีที่เมืองอลาสกา ซึ่งเป็นเมืองที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน (ในเวลากลางคืน ก็ยังสว่างราวกับไม่ใช่กลางคืน) ในช่วงเวลาเดียวกันดอร์เมอร์และคู่หูถูกกองกิจการภายในของตำรวจสอบเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ของเขา ที่อาจมีความผิดพลาดและไม่ถูกต้อง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงคนร้ายที่เขาเคยจับเข้าคุกจะถูกปล่อยออก รวมทั้งจะกระทบกับหน้าที่การงานและชื่อเสียงที่เขาได้สั่งสมมา ดอร์เมอร์จึงไม่คิดจะยอมรับความผิดพลาดนั้น ในขณะคู่หูไม่สนใจเรื่องคนร้ายจะถูกปล่อยและพร้อมจะสารภาพความจริงเพื่ออนาคตการงานของเขาเอง เมื่อดอร์เมอร์มาถึงเมืองพระอาทิตย์ไม่ตกดินคืนแรกเขามีปัญหากับการนอนหลับ (ภาพเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรม ภาพรอยเลือดและภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อถูกฉายแทรกเข้ามาในความคิดของเขา) เขาสอบสวนคดีร่วมกับตำรวจท้องถิ่นและคดีมีความก้าวหน้าจนสามารถติดตามคนร้ายไปในกระท่อมกลางป่า อาจเป็นอุบัติเหตุหรืออาจเป็นความตั้งใจ…ดอร์เมอร์ยิงคู่หูของตัวเองเสียชีวิต แต่เขาบอกตำรวจที่ไปด้วยกันว่าเป็นฝีมือคนร้าย (คืนต่อมาเขายังมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ และภาพที่ฉายแทรกในความคิดของเขายังคงเป็นภาพเด็กสาว รอยเลือดและภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อ และเพิ่มเติมคือภาพคู่หูของเขา)

แม้ว่าดอร์เมอร์ค่อนข้างเจอกับปัญหาหนัก แต่เขายังรักษามาตรฐานนักสืบมือดี เขาแกะรอยคนร้ายจากข้าวของของผู้ตาย จนกลางเรื่องคนร้ายถึงได้ปรากฏตัว เขาเป็นนักเขียนท้องถิ่น ชื่อวอลเตอร์ ฟินซ์ (Robin Williams) ซึ่งโทรศัพท์มาเล่นสงครามประสาทกับดอร์เมอร์ ฟินซ์บอกว่าเขาเห็นดอร์เมอร์ยิงคู่หูของตัวเอง แต่กลับบอกตำรวจว่าเป็นฝีมือคนร้าย ฟินซ์จึงใช้ข้อมูลนี้มาแบล็คเมล์ดอร์เมอร์ เพื่อแลกกับการโยนความผิดในคดีฆาตกรรมสาววัยรุ่นให้คนอื่นเป็นแพะไป

ดอร์เมอร์ นายตำรวจที่พยายามปกปิดความผิดพลาดบางอย่างจากการตรวจสอบของกองกิจการภายใน ด้วยเหตุผลที่เขาเกรงว่าหากยอมรับผิดแล้ว จะทำให้คนร้ายที่เขาเคยจับ ถูกปล่อยออกมาเป็นอิสระ ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและเขายอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด ในขณะที่เขาเองกำลังปกปิดเรื่องที่ตัวเองเป็นคนยิงคู่หู และต้องร่วมมือกับคนร้ายในการโยนความผิดให้คนบริสุทธิ์ ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและถือเป็นความเลวร้ายมากในความคิดของเขา ในบทความตอนต่อไป เราจะวิเคราะห์ความคิดของดอร์เมอร์ให้ลึกซึ้งมากขึ้น…โปรดติดตาม

Memento ภาพหลอนซ่อนรอยมรณะ : ภาพยนตร์ลำดับที่สองของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์

Memento (2000) ชื่อไทย ภาพหลอนซ่อนรอยมรณะ เป็นภาพยนตร์ที่มีการเล่าเรื่องอย่างมีเอกลักษณ์ แปลกใหม่ ทำให้ผู้ชมได้ขบคิดทั้งระหว่างที่ดูและภายหลังดูจบ เป็นหนังที่คนดูเอามาถกเถียงกันต่อว่ามีความคิดเห็นอย่างไร มีมุมมองที่เหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่ หลายคนที่ดูจบแบบไม่เข้าใจ แต่ยังยอมรับอยู่ดีว่า เฮ้ย!… เรื่องนี้มันเจ๋งจริงๆ

Memento เป็นเรื่องราวของลีโอนาร์ด เชลบี (รับบทโดย กาย เพียร์ช) อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประกันภัย ซึ่งมีอาการสูญเสียความทรงจำระยะสั้น (short-term memory loss) เขามีปัญหาเกี่ยวกับการสร้างความทรงจำใหม่ๆ ไม่ได้ (ประมาณว่าพอผ่านไปซัก 10 นาที ก็จำสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ได้แล้ว) สิ่งเดียวที่เขาจำได้คือเขากำลังตามล่าคนที่ข่มขืนและฆ่าภรรยาของเขา ลีโอนาร์ดใช้การจดโน้ตและถ่ายรูปไว้ด้วยกล้องโพลารอยด์เพื่อเตือนความทรงจำ และหากเป็นข้อมูลที่เขาเห็นว่าสำคัญมากๆ เขาจะสักไว้บนผิวหนัง เรื่องราวต่อจากนั้นคือการปะติดปะต่อข้อมูลและความทรงจำจากโน๊ตและรอยสักเพื่อตามหาคนที่ฆ่าเมียของเขาชื่อ John G. ซึ่งความเจ๋งอยู่ที่การเล่าเรื่อง โดยเรื่องแบ่งเป็น 2 ส่วน (2 เรื่อง 2 ไทม์ไลน์) ส่วนแรกเป็นภาพสีเล่าเรื่องแบบย้อนหลังจากจุดสิ้นสุดของเรื่องซึ่งลีโอนาร์ดได้ฆ่าคนที่เขาคิดว่าเป็นฆาตกร (ลีโอนาร์ดเรียกเขาว่าเท็ดดี้) ย้อนหลังไปทีละเหตุการณ์ ส่วนที่สองเป็นภาพขาวดำ เล่าเรื่องตามลำดับเวลาโดยแสดงให้เห็นว่าลีโอนาร์ดพูดคุยกับใครบางคนทางโทรศัพท์เขาเล่าเหตุการณ์และข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับคดีภรรยาของเขา และแล้วเรื่องราวในฝั่งขาวดำ เดินทางมาบรรจบ เรื่องราวฝั่งภาพสี เมื่อลีโอนาร์ดตามมาเจอชายคนหนึ่งชื่อ Jimmy Grand และรัดคอจนเสียชีวิต และเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นจุดสรุปว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเป็นที่มาที่ทำให้เท็ดดี้เสียชีวิต (กลับไปที่จุดเริ่มต้นของหนัง) ตลอดเรื่องหนังฉายภาพความทรงจำลางเลือนของลีโอนาร์ด เหตุการณ์ขาดห้วง ขาดหาย ปะติดปะต่อข้อมูลด้วยการสรุปตามความรู้สึกของตัวเอง ทำให้คนดูเกิดความสับสันว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนไม่จริง แต่เราก็ยังตามติดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งแบบเล่าไปข้างหน้าและเล่าแบบถอยหลัง หลายจุดที่ต้องร้องอ๋อในใจ…เข้าใจแล้วว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มันมีที่มาแบบนี้นี่เอง มันสนุก และแปลกใหม่มากจริง ๆ

จะว่าไปเรื่องนี้กาย เพียร์ช เล่นดี พาคนดูงงงวย จนเหมือนจะสูญเสียความจำระยะสั้นตามไปด้วย และคุณรู้หรือไม่ว่าอาการเสียความจำของพระเอกนั้น เป็นกลุ่มอาการทางการแพทย์ที่มีจริง เรียกว่า Anterograde Amnesia ซึ่งสมองไม่สามารถสร้างความจำใหม่ได้เนื่องจากสมองส่วน hippocampus ถูกทำลาย และข้อสรุปของเรื่องนี้ ก็อยู่ที่คำพูดก่อนตายของเท็ดดี้ตั้งแต่เริ่มเรื่องเลย ที่เท็ดดี้บอกลีโอนาร์ดว่า “You don’t have a clue, you freak!” คุณน่ะ ไม่ได้มีข้อมูลเงื่อนงำอะไรเลย…คุณก็แค่บ้า!

Following ภาพยนตร์เรื่องแรก ของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์

Following (1998) ชื่อไทย อาชญากรรมฝังเขี้ยวซ่อนรอย หนังเรื่องแรกของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ เป็นแนวฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ภาพขาวดำทั้งเรื่องและมีความยาวเพียง 69 นาที แม้จะเป็นหนังต้นทุนต่ำเพียง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ความดีงามของหนังไม่ได้ด้อยราคาเลย ถึงจะไม่ได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดาหนังขึ้นหิ้งของเขา แต่ Following ถือเป็นหนังที่มีบทน่าสนใจและคู่ควรที่จะหามาดูเป็นอย่างยิ่ง

หนังเปิดเรื่องด้วยฉากชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งฟัง Bill เล่าเรื่องว่าเขาเป็นนักเขียนที่ชอบที่จะสะกดรอยตามคนแปลกหน้า เพื่อนำมาประกอบเรื่องราวในงานเขียนของเขา และภาพก็ตัดเข้าสู่เรื่องราว Bill เรื่องราวเล่าถึงบ่ายวันหนึ่ง Bill ได้สะกดรอยตามผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในร้านอาหาร แต่อยู่ๆ ผู้ชายแต่งตัวดี ใส่สูท ท่าทางมั่นใจในตัวเองคนนั้นกลับเดินเข้ามาขอนั่งโต๊ะเดียวกับเขา เขาชื่อ Cobb… เขาเปิดเผยงานที่เขาทำ (ซึ่งก็คือการแอบย่องเข้าไปขโมยของในบ้านคนอื่น) และชักชวนให้ Bill ติดตามไปดูการทำงานของเขา การติดตาม Cobb ทำให้ Bill ได้เข้าไปในบ้านสาวสวยคนหนึ่ง Cobb ชักชวนให้ Bill หยิบชุดชั้นในไป นอกจากนั้น Bill ยังขโมยพวกของส่วนตัวและภาพถ่ายของเธอไปด้วย ซึ่งจากภาพถ่ายนี้เองที่ทำให้ Bill เกิดสนใจและสะกดรอยตามเธอในเวลาต่อมา นำไปสู่การทำความรู้จักกันและเธอเล่าว่าเธอคบกับมาเฟียคนหนึ่งซึ่งเคยฆ่าคนต่อหน้าเธอ ในห้องนั่งเล่นของเธอ และมาเฟียนั่นก็จะแบล็คเมล์เธอด้วยภาพถ่ายโป๊ของเธอซึ่งตอนนี้เก็บไว้ในตู้เซฟ และ Bill ก็อาสาที่จะย่องเข้าไปเอาภาพนั้นออกมา

หนังมี Story ไม่ยาวมาก แต่จะโดดเด่นตรงการเล่าเรื่อง ที่ตัดสลับเหตุการณ์ไปมาด้วยความมีชั้นเชิง เริ่มแรกที่ปูเรื่องมา Bill คือตัวละครสำคัญแน่ๆ คนดูต่างเฝ้ารอว่าเขาจะโชว์ทีเด็ดอะไรออกมา และเรื่องจะพีคตอนไหน พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ เราเห็น Bill เดินเข้าไปติดกับบางอย่างของใครบางคน และเดินตามเกมที่ใครคนนั้นวางไว้จนถลำลึกไปเรื่อยๆ เราเซอร์ไพรส์ตอนท้ายไม่น้อย เมื่อเห็นว่าเรื่องราวที่ Bill รับรู้ว่าคนอื่นเป็นคนทำก่อนหน้านี้ทุกอย่างย้อนกลับมาชี้ชัดว่า Bill เป็นผู้ลงมือเอง ตรงนี้คือความเจ๋งของบทหนังเลยก็ว่าได้ ดูจบเราย้อนนึกว่า Bill ที่ถูกปูเรื่องมาให้เข้าใจว่าเป็นพระเอกน่ะ แท้จริงแล้วมีพระเอกที่เจ๋งกว่าซ่อนอยู่ฉากหลัง หันมองกลับมาที่คนดูแบบเท่ๆ และก็หายไปกลับเข้าไปกับฉากหลังขาวดำในตอนจบ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด และฉลาดอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีประสบการณ์โชกโชนด้วย โนแลนได้เริ่มต้นการกำกับหนังเรื่องแรกด้วยการโชว์สไตล์หนังในแบบของเขา ซึ่งยังคงธีมแบบนี้ในหนังเรื่องถัดมาทั้ง Momento (2000) และ Insomnia (2002) อีกด้วย

The Lady in the Van ภาพยนตร์ที่ทำให้เราเข้าใจมนุษย์ป้ามากขึ้น

องค์ประกอบของภาพยนตร์ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร? สำหรับคอหนังฮอลลีวู้ดคงนึกถึงภาพยนตร์ที่มีพระเอกหนุ่มหล่อล่ำแบบคริส อีแวนส์ นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่จนทำให้แผ่นฟิล์มร้อนฉ่า ฉากต่อสู้สุดมัน เนื้อเรื่องอันเข้มข้นลุ้นทุกนาทีจนแทบหยุดหายใจ หรือคอมพิวเตอร์กราฟิกสุดอลังการ ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่มีอะไรอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง The Lady in the Van นี้เลย แต่แม้ไม่มีสิ่งเหล่านั้น “คุณป้ารถแวน” ภาพยนตร์จากเกาะอังกฤษก็ชนะใจนักวิจารณ์รวมทั้งผู้ชมได้ไม่แพ้ภาพยนตร์ดังจากฝั่งฮอลลีวู้ดเลย

The Lady in the Van ถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์จริงของนักคิดนักเขียนชาวอังกฤษ Alan Bennett เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าคอมเมดี้ซึ่งก่อนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์พล็อตนี้เคยถูกสร้างเป็นละครเวทีและละครวิทยุมาแล้ว โดยเรื่องราวกล่าวถึงชีวิตของหญิงชรานาม แมรี่ แชพเพิร์ด นำแสดงโดยนักแสดงเจ้าบทบาท Maggie Smith หรือศาสตราจารย์มักกอนนากัลที่ทุกคนคุ้นหน้าจากแฮรี่ พ็อตเตอร์นั่นเอง เธอเป็นหญิงชราไร้บ้านที่อาศัยอยู่ในรถแวนบุโรทั่งซึ่งจอดอยู่ข้างถนนในชุมชนแห่งหนึ่ง แน่นอนการอาศัยอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ แบบนั้นสุขอนามัยของเธอก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน รถแวนและตัวเธอเองสกปรกเหม็นกลิ่นปฏิกูลตลบอบอวล ด้วยเหตุนี้แม้ในชุมชนจะมีคนเห็นใจเธอบ้างแต่ก็ไม่มีใครอยากให้เธอจอดรถหน้าบ้านพวกเขานาน ๆ พอถูกเจ้าหน้าที่ขับไล่เธอก็ย้ายบ้านเคลื่อนที่นั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเธอไร้ที่ไป ไม่มีบ้านไหนอนุเคราะห์ให้เธอจอดรถแวนหน้าบ้านพวกเขาอีก ท่ามกลางความสงสารแต่ก็ไม่มีใครอยากรับภาระ อลัน เบ็นเน็ตต์นักเขียนสถานะโสดถูกชาวบ้านกดดันว่าเคหาสน์ของเขาเหมาะที่สุดสำหรับเป็นที่พักพิงให้แก่หญิงชราที่ไม่ทราบหัวนอนปลายเท้า อลันซึ่งนำแสดงโดยอเล็กซ์ เจนนิงส์ ที่ VWIN เชื่อว่าเขาไม่ได้น้อมรับด้วยความเต็มใจนัก แต่ความอยากรู้อยากเห็นชีวิตของนางแมรี่ว่าอยู่กินในรถแวนคันนั้นได้อย่างไรถึงสิบห้าปี ประกอบกับอยากรักษาภาพชายที่แสนดีของเขาต่อชุมชนไว้จึงไม่มีทางเลือก จากนั้นเรื่องวุ่น ๆ ของนักเขียนบทละครจิตไม่ปกติกับคุณป้าลึกลับที่อาศัยในรถแวนก็เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นไปอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ไม่ขาด อลันต้องทนกับความเบื่อหน่ายที่คานน้ำหนักกับความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง ระหว่างนั้นความสอดรู้และจินตนาการของอลันก็ทำให้เขาได้ทราบว่าแมรี่ แชพเพิร์ดใช้ชีวิตอย่างไรในรถแวนทั้งยังทราบเบื้องหลังของหญิงชราที่เห็นแก่ตัวและน่ารำคาญว่าจริง ๆ แล้วในอดีตมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นกับเธอจนทำให้เธอต้องเป็นแบบนั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะนำพาความสงสัยให้โลดแล่นในหัวของคนดูกระตุ้นต่อมอยากรู้อย่างที่สุด ทำให้คนดูหงุดหงิดใจ อึดอัด หัวเราะและแม้แต่เสียน้ำตา ไม่มีอะไรที่อยู่ในความคาดเดาของผู้ชมเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้สวยงามแต่มันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนจริง ๆ ดังนั้นบางอย่างที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้มันจึงไร้เหตุผลสิ้นดี และทั้งหมดที่กล่าวมานั่นแหละคือเสน่ห์ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตราตรึงอยู่ในใจของใครหลาย ๆ คน

Frankenweenie: แฟรงเคนวีนนี่ คืนชีพเพื่อนซี้สี่ขา

มีประสบการณ์เป็นคนเลี้ยงเด็กจำเป็นในช่วงวันหยุดยาว และต้องรับมือกับบรรดากับลูก ๆ หลาน ๆ หลายชีวิต เมื่อไม่รู้จะพาทำอะไร ก็เลยหาหนังมาเปิดให้ดูซะเลย คิดอยู่นานว่าจะหาหนังอะไรที่ทำให้เด็กแสบพวกนี้สนใจและไม่เบื่อ จนสุดท้ายตกลงปลงใจเลือกหนังแฟรงเคนวีนนี่ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องราวของเด็กและสัตว์เลี้ยง จึงน่าจะให้ความสนุกแบบหนังเด็กได้ และมีบรรยากาศหลอนและน่ากลัวอยู่ในระดับอ่อน ๆ คงไม่ทำให้เด็กขวัญเสียอะไรมากมาย พอได้เปิดเรื่องเท่านั้นแหละ พวกเด็กแสบจ้องจอไม่กระพริบและเงียบกริบกันเลยทีเดียว

หนังแอนนิเมชั่นเกี่ยวกับซอมบี้แสนน่ารัก ที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี

Frankenweenie (2012) เป็นหนังที่กำกับโดย Tim Burton ผู้กำกับที่ถนัดทำหนังแฟนตาซีออกมาเอาใจเด็ก ซึ่งเคยฝากผลงานแฟนตาซีเรื่องดังทั้งนั้น อย่างเช่น ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต (Charlie and the Chocolate Factory 2005) จินตนาการรัก ลิขิตชีวิต (Big Fish 2003) อลิซในแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland 2010) โดยแฟรงเคนวีนนี่ คืนชีพเพื่อนซี้สี่ขา นี้เป็นเรื่องราวของ Victor Frankenstein เด็กประถมพูดน้อย ไม่ค่อยคบหาเพื่อน แต่เป็นเด็กที่ฉลาด ตั้งใจเรียนและมีความเป็นนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์มาก ๆ โดยเพื่อคนเดียวที่เขามีและสนิทที่สุดคือน้องหมาน่ารักชื่อว่า  Sparky นั่นเอง เรื่องเศร้าเกิดขึ้นเมื่อ Sparky โดนรถชน ทำให้ Victor เศร้าเสียใจมาก เหมือนชีวิตขาดหายอะไรไป แต่อยู่มาวันหนึ่งขณะที่นั่งเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ครู Rzykruski ได้สาธิตผลของกระแสไฟฟ้าที่มีต่อกบที่ตายแล้ว เขาจึงได้แรงบันดาลใจที่จะนำหลักการนั้นมาทดลองกับ Sparky เพื่อนรักของเขา เป็นช่วงเวลาน่าเศร้าและน่าเอาใจช่วยมาก ๆ เด็กน้อย Victor เดินผ่านเวลาค่ำคืนเข้าไปนสุสานสัตว์เลี้ยงและขุดเอาร่าง Sparky ออกมาและพาไปห้องนอนของเขาซึ่งตอนนี้กลายเป็นห้องทดลองขนาดย่อม Victor ตั้งใจจะทำให้สปาร์คกี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยความตั้งใจเอาเสียมาก ๆ เขาทำทุกอย่างด้วยใจรัก และสุดท้ายสปาร์คกี้ก็ฟื้นคืนชีพในสภาพหมาซอมบี้แสนรู้เหมือนเคย วิกเตอร์ดีใจมากแต่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าสปาร์คกี้เป็นซอมบี้เขาจึงต้องซ่อนสปาร์คกี้ไว้ในห้องนอนของเขา และเรื่องสนุกชวนปั่นป่วนก็ตามมา เมื่อเพื่อนในชั้นเรียนล่วงรู้ความลับและต่างอยากรู้วิธีการคืนชีพสัตว์เลี้ยงที่ตายไปแล้วเพื่อที่จะได้เอาวิธีไปใช้บ้างจะได้เป็นผู้ชนะในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน

หนังนำเสนอความน่ารักแสนรู้ของสปาร์คกี้ และนำเสนอความรักและความพยายามของวิกเตอร์ ฉายภาพประทับใจของเด็กน้อยกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ซึ่งสะท้อนภาพชีวิตจริงที่คงจะมีเด็กขี้เหงากับสัตว์เลี้ยงตัวแรก ทำให้ผู้ชมวัยเยาว์รู้สึกมีอารมณ์ร่วม ในขณะเดียวกันเด็ก ๆ จะได้รับชมความแปลกใหม่ของคำว่าซอมบี้ ซึ่งในเรื่องจะมีสัตว์เลี้ยงที่ตายไปแล้วฟื้นคืนชีพมาเดินเพ่นพ่านเกิดเป็นเรื่องราวสนุกสนานและโกลาหล โดนใจผู้ชมวัยเด็กเป็นอย่างมาก เป็นหนังแอนนิเมชั่นแฟนตาซีที่ต้องแนะนำเลยว่า ห้ามพลาด

Love, Simon หนังวัยรุ่นใส ๆ ที่ทำให้เราร่วมลุ้นไปกับไซม่อน

Love, Simon เป็นหนังที่มาจากหนังสือสายวายขายดีของ Becky Albertalli ชื่อเรื่อง “Simon vs. the Homo Sapiens Agenda” ซึ่งได้ผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่อย่าง Greg Berlanti ซึ่งก่อนหน้านี้มีผลงานร่วมเขียนบทภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่องมานั่งแท่นกำกับ ในส่วนของทีมนักแสดงก็ขนดาราดัง ๆ มาร่วมแสดง อาทิ Nick Robinson, Katherine Langford, Jennifer Garner, Josh Duhamel, Alexandra Shipp ซึ่งเนื้อหาจะสนุกและสร้างความสุขให้คนดูแค่ไหน ต้องลองไปดูกัน

เนื้อหามันเป็นยังไง

เป็นเรื่องราวของไซม่อน สเปียร์ (แสดงโดย Nick Robinson) หนุ่มมัธยมปลายที่ตกหลุมรักกับเด็กหนุ่มโรงเรียนเดียวกันที่ใช้นามแฝงว่า Blue ซึ่งประกาศตัวผ่าน blog ของโรงเรียนว่าเขาเป็นเกย์ ไซม่อนได้ติดต่อ Blue ผ่านทางอีเมล โดยไซม่อนเองก็ใช้นามแฝงว่า Jacques เมื่อคุยกันผ่านอีเมลนานวันยิ่งมั่นใจว่าชอบผู้ชายคนนี้ แต่ปัญหาอยู่ที่ไซม่อนไม่รู้ว่า Blue คือใคร เขาจึงพยายามสืบให้รู้ จนกระทั่งวันหนึ่งมาร์ตินเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังแอบชอบแอ๊บบี้เพื่อนของไซม่อน ได้บังเอิญเห็นอีเมลที่ไซม่อน ส่งถึง Blue มาร์ตินจึงเอาเรื่องอีเมลและเรื่องที่ไซม่อนเป็นเกย์มาแบล็คเมล์ ซึ่งถ้าไซม่อนไม่อยากให้มาร์ตินเอาเรื่องไปบอกคนอื่น ไซม่อนต้องช่วยมาร์ตินจีบแอ๊บบี้ ในช่วงเวลานั้นไซม่อนเองก็พยายามจะเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ให้พ่อแม่และเพื่อนสนิทได้รู้ แต่เขายังไม่มีความกล้าพอ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาลงท้ายจดหมายในอีเมล์ว่า Love, Jacques นั่นแสดงว่าถึงแม้ไซม่อนจะรู้ว่าตัวเองชอบ Blue แต่เขาก็ยังไม่กล้าบอกออกไปว่าเขาคือคนเดียวกับ Jacques จุดไคลแมกซ์ของเรื่องคือ มาร์ตินติสต์แตกประกาศผ่าน Blog ว่าไซม่อนเป็นเกย์ จึงนำมาซึ่งการตัดสินใจครั้งสำคัญของไซม่อน และเป็นการตัดสินใจเปลี่ยนคำลงท้ายจดหมายจาก Love, Jacques เป็น Love, Simon อีกด้วย

ตรงไหนเรียกว่าวัยรุ่นใส ๆ ตรงไหนที่เรียกว่าหนังเกย์

เพราะหนังเดินเรื่องแบบสบาย ๆ เนื้อหาเบา ๆ ในส่วนของปมของพระเอกที่เก็บความลับเรื่องตัวเองเป็นเกย์ ซึ่งเป็นเรื่องหนักและกดดันของไซม่อนนั้น ดูบางเบาขึ้นเยอะเพราะได้ความฮาของบรรดาเพื่อนที่โรงเรียนมาช่วย บวกกับพ่อแม่ของไซม่อนก็ดูเข้าอกเข้าใจลูกเป็นอย่างดี ในขณะที่เราเอาใจช่วยไซม่อนให้กล้าเปิดเผยตัวตน อีกด้านหนึ่งเราก็อดลุ้นตามไม่ได้ ว่าใครคือ Blue เพราะจะมีหนุ่มรูปหล่อหลายที่คนที่เป็นผู้ต้องสงสัย และแต่ละคนก็มักจะมีโมเมนต์น่ารัก ๆ ชวนจิ้นอย่างอดไม่ได้ ซึ่งตอนเฉลยว่าบลูเป็นใคร หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง หรืออาจจะมีผิดหวังกันนิดหน่อยเพราะไม่ตรงกับคนที่เราเชียร์อยู่นั่นเอง แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีความเกย์จ๋าและไม่ได้ให้อารมณ์หนังชายรักชายจริงจังอะไรปานนั้นนะ แต่มีความเป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้เอามาก ๆ ถือว่าเป็นหนังรอมคอมที่ต้องดูของปี 2018 เลยทีเดียว

อย่าให้คำกล่าวขานที่ว่า “Love, Simon เป็นหนังเกย์” มาทำให้คุณพลาดหนังดี detail ดี ๆ Feeling good good เรื่องนี้เชียว เป็นหนังโลกสวยที่จบได้แฮปปี้และดีต่อใจมาก ๆ ถือได้ว่าเป็นตอนจบในอุดมคติของเกย์ที่ยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนเลยล่ะ

Black Swan จิตใต้สำนักกับด้านมืดในใจ

คุณเป็นคนหลายบุคลิกหรือเปล่า ? นี่คงเป็นคำถามที่ดีสำหรับการเปิดบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ Black Swan ถือเป็นหนังที่ที่เล่นกับความคิดของตัวละคร และยังเล่นกับความคิดของคนดูด้วย ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น คงอธิบายได้ไม่สนุกตื่นเต้นเท่ากับการดูจริง ๆ แต่เรามีข้อมูลมาแนะนำเบื้องต้น ดังนี้

Black Swan เป็นหนังปี 2010 กำกับโดย Darren Aronofsky ผู้กำกับจากนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ที่เคยฝากฝีมือไว้กับหนังเรื่องดังอย่าง The Fountain (2006) และ The Wrestler (2008) โดยหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของ Nina Sayers (แสดงโดย Natalie Portman) นักบัลเลต์สาวที่ได้รับเลือกให้มารับบท The Swan Queen ในละครบัลเลต์เรื่องยิ่งใหญ่ Swan Lake โดยเธอต้องแสดงทั้งบท White Swan และ Black Swan ซึ่งเปรียบเสมือนด้านดีงามและด้านมืดของ Swan Queen ในขณะที่ชีวิตจริงของนีน่า เธอกดดันกับการรับบทดังกล่าว เพราะผู้กำกับบอกว่าทักษะการเต้นบัลเลต์ของเธอดีเยี่ยมแต่แสดงได้ไร้อารมณ์และไม่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของตัวละคร นอกจากนี้ยังคอยระแวงว่าจะมีคนอื่นมาแย่งบทนี้ไป อีกทั้งยังกดดันกับการแบกรับความคาดหวังของแม่ ที่อยากให้เธอเป็นเด็กดี ขาวสะอาด และประสบความสำเร็จในอาชีพนักบัลเลต์ ทำไงได้…ตัวตนด้านมืดของเธอมักโผล่มาเหมือนภาพหลอน จิตสำนึกด้านดี (ที่แม่เฝ้าปลูกฝัง) จึงคอยปฏิเสธและไม่ยอมรับอีกด้านที่เธอมองว่าไม่ดีงาม ในขณะที่บทนางหงส์นั้น เธอต้องแสดงด้านมืดออกมาให้ได้

นีน่าผู้มุ่งมั่นตั้งใจกับการเป็นนักบัลเลต์ และตอนนี้เธอก็ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับบทนางหงส์ ความกดดันทำให้เธอแยกโลกละครและโลกในชีวิตจริงออกจากกันไม่ได้ นีน่าคนดีของแม่เปรียบเหมือน White Swan และด้านมืดของนีน่าเปรียบเหมือน Black Swan แน่นอนว่าเมื่อใดที่นีน่าปลดปล่อยด้านมืดออกมาได้ เมื่อนั้นเธอจะเข้าถึงบท Black Swan ได้ และเล่นบท Swan Queen ได้อย่าง “perfect” ตามที่เธอวาดหวังไว้

Black Swan เป็นหนังคุณภาพที่ถูกการันตีโดยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2011 ถึง 5 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม กำกับภาพยอดเยี่ยม และตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งการแสดงอันโดดเด่นของ Natalie Portman ในบทนางพญาหงส์นั้นส่งให้เธอได้รางนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมได้สำเร็จ แน่นอนว่าหนังดีขนาดนี้ไม่ได้มีไว้ดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น หนังยังทำให้คนดูได้ฉุกคิดว่าอันที่จริงแล้ว คนเราทุกคนอาจมีอีกตัวตนหนึ่งซ่อนอยู่ อาจจะซ่อนไว้แค่ผิว ๆ หรือซ่อนไว้ลึกถึงก้นบึ้งของจิตสำนึก อยู่ที่ว่าตัวตนอีกด้านนั้นแตกต่างกับตัวตนที่ปกติที่คนภายนอกคุ้นเคยแค่ไหน และเรายอมเปิดเผยตัวตนอีกด้านที่ว่านั้นออกมาบ่อยเพียงใด หรือบางทีตัวตนที่เราพูดถึงกันอยู่นี้อาจเป็นแค่จิตสำนึกดีและเลวภายในตัวเราเท่านั้น ใครจะรู้ แล้วเมื่อไหร่กันล่ะ ที่จะเรียกว่าเป็นอาการป่วยทางจิต… เราไม่รู้ คุณก็ไม่รู้ แล้วใครล่ะที่จะรู้

All about Lilly Chou-Chou อีกด้านหนึ่งของหนัง Coming of Age

เมื่อกล่าวถึงหนัง Coming of Age เรามักจะคุ้นเคยกับหนังแนว Feel Good อย่าง Sing Street, Almost Famous หรือหนังไทยอย่าง ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น และ Suck Seed แต่วันนี้เราอยากจะนำเสนอหนัง Coming of Age ที่มีความเศร้าและหม่นหมองเรื่อง All about Lilly Chou-Chou เป็นหนังญี่ปุ่นที่เศร้าสลดหดหู่แบบสุด ๆ ซึ่งสำหรับคอหนังที่ชื่นชอบแนวนี้คงจะชื่นชอบในความ Dark และความลึกด้านอารมณ์ความรู้สึกของหนัง ส่วนคนที่ไม่ชอบหนังเศร้าและหม่นหมองนั้น เราอยากแนะนำให้ดูเพื่อจะได้เรียนรู้อีกด้านหนึ่งของชีวิตและนำมาเป็นบทเรียนเพื่อให้เราก้าวผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบากไปให้ได้

เพราะโลกนี้มันโหดร้าย

เป็นหนังปี 2001 กำกับโดย Shunji Iwai หนังนำเสนอความลุ่มหลงของวัยรุ่นที่มีต่อ Lily นักร้องสาวผู้โด่งดัง ซึ่งเล่าสาวกพากันกล่าวขานว่าลิลลี่ใช้อีเธอร์ในการแต่งเพลง พร้อมกับเล่าเรื่องราวของเด็ก ม.ต้นในชนบทของญี่ปุ่นโดยมีตัวละครหลัก 4 คน คือ ยูอิจิ โฮชิโนะ ทซึดะ และคุโนะ โดยเริ่มแรกนั้นชีวิตของสี่คนนี้เป็นแบบวัยรุ่นใส ๆ มีวงจรแอบชอบและประทับใจกันและกัน โดยหนังค่อย ๆ ฉายให้เห็นความสวยงามของมิตรภาพในโลกของเด็ก ม.ต้น แต่อยู่ ๆ โลกก็โดนเขย่าอย่างรุนแรง ความสวยงามกลับกลายเป็นความเลวร้าย เพื่อนรักกลายเป็นคนที่มารังแก กดขี่ ข่มเหง ความเจ็บปวดในใจของเด็ก ๆ พัฒนาจนกลายเป็นความดำมืดในหัวใจยากจะเยียวยาให้กลับมาเหมือนเดิมได้ มีเพียงบทเพลงของลิลลี่เท่านั้นที่ช่วยขับกล่อมให้มีชีวิตผ่านไปได้ มีเด็กคนหนึ่งเปิดเว็บบอร์ดเอาไว้พูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับลิลี่ (All about Lilly Chou-Chou) และมีเพื่อน ๆ เข้ามาร่วมพูดคุยมากมาย แน่นอนต่างคนต่างใช้นามแฝงเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริง เหตุการณ์ที่นำมาซึ่งไคลแมกซ์ของเรื่องนั้นเกิดจากสมาชิกในบล็อคสองคนที่เข้าอกเข้าใจกันมากกว่าใครดันมีส่วนเกี่ยวข้องกันในชีวิตจริง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือชีวิตจริงกับชีวิตในโลกออนไลน์ ดูเหมือนจะเป็นโลกคู่ขนาน และเมื่อโลกทั้งสองมาบรรจบกันจึงนำมาซึ่งโศกนาตกรรมแสนเศร้าและหดหู่ใจในตอนท้าย กลับกลายเป็นโลกสลายภายในพริบตา

อีเธอร์คืออะไร

สิ่งที่น่าสนใจคือหนังไม่ได้อธิบายว่าอีเธอร์คืออะไร แต่เราในฐานะคนดูสามารถสัมผัสได้ว่าเด็ก ๆ พวกนี้ก็แค่อยากจะแสวงหาอีเธอร์ของตัวเองและก้าวผ่านวันที่โหดร้ายเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าก็เท่านั้นเอง แต่โชคร้ายที่วันเวลาที่โหดร้ายนั้นมันยาวนานเกินไป บางคนต่อสู้ไม่ไหวจึงได้พ่ายแพ้ไประหว่างทาง ตอนจบของหนังฉายภาพ เด็ก ๆ ยืนใส่หูฟังอยู่ท่ามกลางท้องทุ่ง โดยยูอิจิและทซึดะอยู่ในทุ่งข้าวสีเขียวขจีและทุ่งข้าวสีทองอร่าม ส่วนโฮชิโนะอยู่กับท้องทุ่งที่มีแต่แผ่นดินแห้งผาก นี่คงเป็นภาพสะท้อนจิตใจที่ต่างกันของเด็ก ๆ แต่สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือบทเพลงของ Lily Chou-Chou ที่เป็นสิ่งพึ่งพิงและยึดเหนี่ยวทางใจจิต

หนังเรื่องนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนังเศร้า และหม่นหมองมากที่สุดเรื่องหนึ่ง หากคนดูเป็นผู้ใหญ่ผู้ปกครองที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่นดูแล้วอาจต้องกลับมาคิดพิจารณาว่าดูแลและเข้าใจลูกได้ดีพอหรือยัง สำหรับวัยรุ่นที่ดูคงได้บทเรียนและหาทางออกของปัญหาได้ดีกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง แต่สำหรับคอหนังที่เสพติดหนังหม่น เหงา เศร้าอยู่เป็นเนืองนิตย์ล่ะก็ คงได้ดำดิ่งกับความดำมืดของหนังสมใจไปเลยล่ะ