Bleach (2018) ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นอันโด่งดัง

บทความก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดง ซึ่งสร้างมาจากการ์ตูนมังงะชื่อดัง และได้ยกตัวอย่างเรื่อง Death note (สมุดโน้ตกระชากวิญญาณ) และ 20th Century Boys (มหาวิบัติดวงตาถล่มล้างโลก) ไปแล้ว วันนี้เลยจะขอพูดถึงมังงะเรื่องล่าสุดที่ได้มีการนำไปทำภาพยนตร์และฉายสู่สายตาผู้ชมผ่านทางบริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ยอดฮิตอย่าง Netflix เรื่อง Bleach หรือเทพมรณะนั่นเอง

Bleach (2018) สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งยุคเลยก็ว่าได้ โดย บลีช หรือชื่อไทย เทพมรณะ นี้เป็นเรื่องราวของอิจิโกะ เด็กหนุ่มหัวส้มที่บังเอิญต้องรับหน้าที่ยมทูตแทนลูเคีย ยมทูตสาวที่สูญเสียพลังยมทูตไประหว่างเดินทางมาโลกมนุษย์ เรื่องราวแบ่งเป็นหลายภาคและมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยภาคแรกนั้นเป็นเรื่องราวเบาๆ แนะนำผู้อ่านค่อยๆ ทำความเข้าใจกับโลกยมทูตทีละนิดผ่านตัวละครอิจิโกะและลูเคีย โดยลูเคียมอบพลังยมทูตให้และสอนการต่อสู้แบบยมทูตให้กับอิจิโกะ พออิจิโกะคุ้นเคยกับการเป็นยมทูตและสามารถกำจัดเหล่าวิญญาณร้ายด้วยเลเวลความเก่งที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนวันหนึ่งโลกยมทูตหรือเรียกว่า “โซลโซไซตี้” ส่งยมทูตชั้นสูงมาตามลูเคียก็ได้ถูกจับตัวกลับไปรับโทษเพราะทำผิดกฎ อิจิโกะเข้ามาขัดขวางแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งเป็นที่มาของภาคโซลโซไซตี้ ที่อิจิโกะบุกไปช่วยเพื่อนถึงโลกยมทูต อย่างที่บอกว่าเรื่องราวแบ่งเป็นหลายภาคและมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ อิจิโกะเองและผองเพื่อนก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ และตัวร้ายก็อัพเลเวลความเก่งขึ้นทุกภาค  

– ภาคแรก ตัวแทนยมทูต (เน้นอิจิโกะและลูเคีย)

– ภาคโซลโซไซตี้ (เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่อิจิโกะตามมาช่วยลูเคีย ต่อสู้กับหัวหน้าหน่วยยมทูตมากมาย และอิจิโกะได้อัพเลเวลถึงขั้นปลดปล่อยสวัสดิกะได้)

– ภาคอารันคาร์และฮูเอโกมุนโด้ (มีการปล่อยความเท่ของอิจิโกะออกมาในภาพฮอลโลว์ และการเปิดศึกของเหล่ายมทูตกับอารันคา)

– ภาคฟูลบลิงค์ เนื้อเรื่องเบาๆ คั่นเวลาภาคจบ

– ภาคควินซี่ ภาคจบที่เขย่าหัวใจแฟนพันธุ์แท้ที่ติดตามมาเป็นสิบปี

โดยการ์ตูนนั้นมีทั้งหมด 74 เล่ม ส่วนฉบับภาพยนตร์นั้นมีเนื้อหาเฉพาะภาคแรก “ตัวแทนยมทูต” เท่านั้น กำกับโดยชินสุเกะ ซาโตะ นำแสดงโดยโซตะ ฟุคุชิ, ฮานะ ซุงิซากิ และเรียว โยชิซาวะ ถือว่าทำออกมาได้ดีเลย ซีจีค่อนข้างโอเคทีเดียวโดยเฉพาะฉากต่อสู้ของอิจิโกะกับฮอลโลว์นั้น ทำได้สมจริง และอิจิโกะถือดาบได้เท่มาก และนี่คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ฉบับคนแสดง ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูน ที่เราอยากแนะนำ สำหรับเรื่องนี้รอลุ้นจาก Netflix ว่าจะทำภาคสองต่อหรือไม่ เพราะแฟนการ์ตูนคงอยากเห็นภาคโซลโซไซตี้ฉบับภาพยนตร์ว่าจะทำออกมาได้เจ๋งขนาดไหน

ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นอันโด่งดัง : 20th Century Boys

บทความก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงการนำเรื่องราวจากหนังสือการ์ตูน หรือมังงะ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดง และได้ยกตัวอย่างเรื่อง Death note สมุดโน้ตกระชากวิญญาณไปแล้ว คราวนี้เราจะมาแนะนำมังงะอีกเรื่องที่โด่งดังมากๆ ทั้งในญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ นั่นคือเรื่อง 20th Century Boys นั่นเอง

                Twentieth Century Boys เป็นการ์ตูนที่หน้าปกเล่มแรกน่ารัก และมีชื่อไทยไร้เดียงสาว่า “แก๊งนี้มีป่วน” นึกว่าจะเป็นการ์ตูนใสๆ แต่ที่ไหนได้…การ์ตูนเรื่องนี้ดาร์ค ลึกลับ ซับซ้อน เริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตของเคนจิและเพื่อนสมัยเด็ก พวกเขาพากันสร้างฐานทัพลับในทุ่งหญ้าและเขียนคำทำนายไว้ใน “บันทึกคำทำนาย” ว่าโลกจะถูกทำลายและมีหุ่นยนต์มาช่วยโลกไว้ตามความคิดแบบเด็กๆ แต่เมื่อโตขึ้นคำทำนายนั้นเริ่มเป็นจริง และการปรากฏตัวของ “เพื่อน” หรือภาษาญี่ปุ่น “โทโมะดาจิ” เป็นผู้นำองค์กรที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หนังสือการ์ตูนมีทั้งหมด 22 เล่ม และมี 21st Century Boys เป็นเล่มจบของเรื่องทั้งหมด โดยเนื้อเรื่องนั้นมีหลายช่วงเวลา ตั้งแต่ช่วงเวลาวัยเด็กของเคนจิและผองเพื่อน (ราวปี 1969-1971) ต่อมาเป็นช่วงเวลาที่เคนจิทำงานเปิดกิจการร้านสะดวกซื้อและโทโมะดาจิเริ่มปรากฏตัว (ประมาณปี 1997-2000) และช่วงเวลากอบกู้โลก (ปี 2014-2015) การ์ตูนลายเส้นดี ละเอียด มีเนื้อหาที่สนุกน่าติดตามและยังเป็นการ์ตูนที่ทำให้ได้คิดวิเคราะห์เชิงลึกด้วย ในส่วนของการทำฉบับภาพยนตร์นั้นทำออกมาถึง 3 ภาค ได้แก่ 20th Century Boys 1: Beginning of the End (2008), 20th Century Boys 2: The Last Hope (2009) และ 20th Century Boys 3: Redemption (2009) กำกับโดย Yukihiko Tsutsumi มีชื่อไทยคือมหาวิบัติดวงตาถล่มโลก ภาค 1-3 มีการเดินทางไปถ่ายทำในประเทศต่างๆ (รวมถึงประเทศไทย) เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาในการ์ตูน และถือเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ใช้ทุนสูงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของญี่ปุ่นซึ่งทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว บอกได้เลยว่าฉบับภาพยนตร์นี่สนุก ตื่นเต้น ไม่แพ้การ์ตูนเลยนะ

                ฉบับภาพยนตร์โดดเด่นตรงการเลือกนักแสดงที่มีคาแรคเตอร์ไม่ผิดแปลกไปจากฉบับการ์ตูนเท่าไหร่นัก และนักแสดงล้วนเล่นได้สมบทบาท และต้องชื่นชมการนำเรื่องราวจากการ์ตูน 22 เล่มมาสรุปรวมในหนังสามตอนได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เราได้เห็นสังคมญี่ปุ่นแต่ละยุคแต่ละช่วงเวลาผ่านการถ่ายทอดของหนัง และเรายังได้รู้อีกว่าการ์ตูนที่โด่งดัง ได้รับรางวัลมากมาย และได้รับการแปลเป็นหลายภาษานี้ ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายเรื่อง It ของนักเขียนเรื่องสยองขวัญในตำนานอย่างสตีเฟนส์ คิง นั่นเอง (แก๊งของเคนจิ ก็มีความคล้ายสมาคมคนขี้แพ้ในเรื่อง It) ซึ่งในเนื้อเรื่องทเวนตี้เซนจูรี่บอย ก็ยังมีตัวละครที่พูดถึงนิยายเรื่องนี้อีกด้วย และนี่คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ฉบับคนแสดง ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูน ที่เราอยากแนะแนะนำรับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

WHEN I GET HOME ผมล่ะเพลีย..เมียแกล้งตาย หนังรักแดนปลาดิบที่มาแรงที่สุดในตอนนี้!

                ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังรักจากประเทศแดนอาทิตย์อุทัยอย่างญี่ปุ่น ทุกคนก็ต้องนึกถึง ความรักบริสุทธิ์แสนกินใจ ที่มีดราม่าน้ำตานอง กันแน่ ๆ เลยใช่ไหมล่ะ เพราะประเทศนี้ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังแบบบีบคั้นหัวใจคนดูอยู่แล้ว ซึ่งคอภาพยนตร์หนังรักญี่ปุ่น หลาย ๆ คนคงจะพอทราบกันดี ซึ่งในปีนี้ก็มีหนังรักเข้าโรงมาหลากหลายเรื่อง มาให้เราได้ฟิน กันหนึ่งในนั้นก็มี WHEN I GET HOME ผมล่ะเพลีย..เมียแกล้งตาย ภาพยนตร์หนังรักคอมเมดี้ สะท้อนวัยหนุ่มสาวกับชีวิตหลังแต่งงาน ซึ่งได้ผู้กำกับ โทชิโอะ ลี ผู้ที่เคยฝากผลงานจากเรื่อง Detroit Metal City, 2008 : ดีทรอยด์ เมทัล ซิตี้ มาแล้ว และในครั้งนี้ โทชิโอะ ก็กลับมาอีกครั้งพร้อมหนังรักที่เป็นกระแสอันโด่งดังไปทั่วโซเชียล

WHEN I GET HOME ในชื่อภาษาไทยคือ ผมล่ะเพลีย..เมียแกล้งตาย ได้ออกตัวอย่างแรกออกมาให้เราได้ชมกันแล้ว ซึ่งสามารถเรียกเสียงฮือฮาแก่ชาวเน็ตได้เป็นอย่างและถูกแชร์กันอย่างมากมายเพราะพล็อตเรื่องมันน่าตลกดีเสียงจริง ๆ เพราะคุณจะได้พบกับ จิเอะ แม่บ้านสาวแสนสวยภรรยาของ จุน ที่แต่งงานกันได้ 3 ปีแล้ว ซึ่งภายในตัวอย่างแรกจะเป็นฉากที่ จุน กลับมาจากที่ทำงาน และเห็น จิเอะ ภรรยานอนเลือดกบปาก ดวงตาเบิกโพลงอยู่ ซึ่งจุนถึงกับตกใจสุดขีดและกำลังโทรเรียกรถพยาบาล แต่จิเอะก็ลุกขึ้นมาซะก่อน พร้อมบอกว่า เหวอเลยล่ะสิ พร้อมระเบิดเสียงหัวเราะทำให้จุนรู้ว่าตนถูกอำเล่น แล้วหลังจากนั้นมา จิเอะ ก็เริ่มแกล้งตาย โดยทุกครั้งแต่จุนกลับมาบ้าน จิเอะ ก็ตายให้เขาเห็นทุกวัน ไม่ซ้ำกัน ไม่ว่าจะเป็น แกล้งตายในสนามรบเอย โดนธนูปักหัวเอย  ซึ่งเขาก็ได้เล่นตามน้ำของเธอไป เพราะคิดว่าเธอคงแกล้งขำ ๆ แต่เวลาผ่านไป เขาเริ่มเบื่อหน่าย กับการกระทำของเธอเลยคอยถามเธอว่า เธอทำไปเพื่ออะไร? ที่สำคัญเลยก็คือภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของชายคนหนึ่งที่เข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิตคู่ของภรรยาตัวเองในกระทู้ดังบนเว็บ ยาฮู (Yahoo! Answer) จนมีผู้ติดตามกระทู้ของเขามากกว่า 4 ล้านคน เลยถูกนำไปเขียนเป็นมังงะ, VOCALOID และล่าสุดบนจอแผ่นฟลิม์ด้วย!

WHEN I GET HOME จะเป็นหนังที่ทำให้ทุกคู่รัก รักกันหลังแต่งงานมากขึ้น

ถึงแม้กระแสของหนังเรื่องนี้จะมาในรูปแบบแนวตลก คอมเมดี้ แต่ความเป็นจริงแล้ว ตัวหนังสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของคู่รักหลังจากที่แต่งงานกันได้เป็นอย่างดี คนรักสองคนที่ตกลงปลงใจออกมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในบ้านหลังเดียวกัน สร้างครอบครัวด้วยกัน ก็ต้องมีปัญหาเข้ามาด้วยอยู่แล้ว ทั้งเรื่องของความสัมพันธ์ที่ต้องเข้าอกเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น แข็งแรงมากขึ้น ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบต่าง ๆ ที่ถาโถมมามากขึ้นพร้อมกับอายุที่มากขึ้นทุกวันด้วย ทำให้พระเอกเริ่มแสดงความเย็นชากับนางเอก ที่เฝ้ารอเขากลับมาบ้านทุกวัน การแกล้งตายอาจจะเป็นสีสันให้ชีวิตคู่ของเขาและเธอ กลับมารักกันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมมากกว่าที่ควรจะเป็นก็เป็นได้

ซึ่งชีวิตคู่ของจิเอะและจุนจะเป็นอย่างไรต่อไป จุนจะทนกับพฤติกรรมแกล้งตายของภรรยาตัวเอง ได้ถึงไหนกัน ตามไปลุ้นต่อได้วันนี้ทุกโรงภาพยนตร์

 

If Cats Disappeared from the World: หนังที่ไม่ได้มีดีแค่แมว

ถ้าแมวตัวนั้นหายไปจากโลกนี้ คือชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้ หนังที่หากดูตัวอย่างเผิน ๆ ก็คงจะคิดว่าเป็นเรื่องของคนกับแมวเหมียวสุดที่รัก แต่ถ้าหากว่าได้ลองดูหนังแล้ว ก็จะพบว่า หนังไม่ได้เล่าถึงแค่ความสัมพันธ์ของคนกับแมว แต่ยังพูดถึงความสัมพันธ์ของคน ๆ หนึ่งต่อผู้คนรอบข้างที่ผูกพัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท คนรักเก่า ครอบครัว ไปจนถึงบุคคลและสถานที่ที่สร้างความประทับใจในความทรงจำ

ถ้าหากต้องแลกสิ่งของบางอย่างเพื่อต่อชีวิต

หนังเรื่องนี้สร้างจากนิยายขายดีเรื่องหนึ่งในญี่ปุ่น พล็อตเรื่องของหนังค่อนข้างจะหวือหวา เมื่อบุรุษไปรษณีย์หนุ่ม ที่เลี้ยงแมวชื่อว่า เจ้ากะหล่ำ พบว่าตัวเองเป็นโรคร้าย และเหลือเวลาในชีวิตอีกไม่มาก ยมทูตที่หน้าตาเหมือนตัวเขาเองทุกประการก็ปรากฏตัวขึ้นมา เพื่อยื่นข้อเสนอว่า หากต้องการต่ออายุตัวเองออกไป ต้องแลกกับการทำให้สิ่งของในโลกนี้หายไป โดยความทรงจำของเขาที่เกี่ยวข้องกับของชิ้นนั้นก็จะหายไปด้วยทั้งหมด และเงื่อนไขคือ 1 ความทรงจำ แลกชีวิตต่อไปได้เพียง 1 วันเท่านั้น ดังนั้นเราจึงได้เห็นการตัดสินใจอย่างยากเย็นของตัวละคร ในการที่จะตัดสินใจให้สิ่งของอะไรซักอย่างหายไป ซึ่งเมื่อตัดสินใจเลือกสิ่งที่คิดว่าไม่น่าจะสำคัญแล้ว ก็กลับพบว่าจริง ๆ แล้วมันสำคัญมาก ก็เมื่อตอนที่มันหายไปแล้วนั่นแหละ เข้าทำนอง “เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อสูญเสียมันไป”

สิ่งของเชื่อมโยงความทรงจำ

หากมันเป็นเพียงแค่สิ่งของธรรมดา ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในความทรงจำ เราอาจไม่ได้จดจำมันมากนัก แต่เมื่อใดที่สิ่งของนั้นเชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีตแล้ว คุณค่าของมันก็จะเพิ่มขึ้นในทันที อย่างเช่นโทรศัพท์ อันเป็นสื่อที่ทำให้พระเอกของเราพบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง, หนัง ที่เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเขากับเพื่อนสนิท, นาฬิกา ที่เชื่อมเขากับพ่อ, ไปจนถึง เจ้ากะหล่ำ เจ้าแมวน่ารักที่ทำให้เขานึกถึงแม่อยู่เสมอ ดังนั้น เมื่อของสำคัญเหล่านี้จะต้องหายไปจากความทรงจำ ความโหวงเหวงว่างเปล่าภายในใจก็ย่อมเกิดขึ้น เมื่อหนังดำเนินเรื่องเข้มข้นขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงตอนท้ายเรื่องแล้ว ก็พบว่าน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่มีการเล่นกับเรื่องราวความทรงจำ กับความรักความสัมพันธ์ได้อย่างน่าสนใจ และพูดถึงความรักของคนเป็นพ่อและแม่ได้อย่างสุดซึ้ง จึงพูดได้เต็มปากว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังสำหรับทาสแมวเท่านั้น แต่เป็นหนังที่กินใจ เข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าใครดูเป็นต้องซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยล่ะ