Black Swan จิตใต้สำนักกับด้านมืดในใจ

คุณเป็นคนหลายบุคลิกหรือเปล่า ? นี่คงเป็นคำถามที่ดีสำหรับการเปิดบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ Black Swan ถือเป็นหนังที่ที่เล่นกับความคิดของตัวละคร และยังเล่นกับความคิดของคนดูด้วย ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น คงอธิบายได้ไม่สนุกตื่นเต้นเท่ากับการดูจริง ๆ แต่เรามีข้อมูลมาแนะนำเบื้องต้น ดังนี้

Black Swan เป็นหนังปี 2010 กำกับโดย Darren Aronofsky ผู้กำกับจากนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ที่เคยฝากฝีมือไว้กับหนังเรื่องดังอย่าง The Fountain (2006) และ The Wrestler (2008) โดยหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของ Nina Sayers (แสดงโดย Natalie Portman) นักบัลเลต์สาวที่ได้รับเลือกให้มารับบท The Swan Queen ในละครบัลเลต์เรื่องยิ่งใหญ่ Swan Lake โดยเธอต้องแสดงทั้งบท White Swan และ Black Swan ซึ่งเปรียบเสมือนด้านดีงามและด้านมืดของ Swan Queen ในขณะที่ชีวิตจริงของนีน่า เธอกดดันกับการรับบทดังกล่าว เพราะผู้กำกับบอกว่าทักษะการเต้นบัลเลต์ของเธอดีเยี่ยมแต่แสดงได้ไร้อารมณ์และไม่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของตัวละคร นอกจากนี้ยังคอยระแวงว่าจะมีคนอื่นมาแย่งบทนี้ไป อีกทั้งยังกดดันกับการแบกรับความคาดหวังของแม่ ที่อยากให้เธอเป็นเด็กดี ขาวสะอาด และประสบความสำเร็จในอาชีพนักบัลเลต์ ทำไงได้…ตัวตนด้านมืดของเธอมักโผล่มาเหมือนภาพหลอน จิตสำนึกด้านดี (ที่แม่เฝ้าปลูกฝัง) จึงคอยปฏิเสธและไม่ยอมรับอีกด้านที่เธอมองว่าไม่ดีงาม ในขณะที่บทนางหงส์นั้น เธอต้องแสดงด้านมืดออกมาให้ได้

นีน่าผู้มุ่งมั่นตั้งใจกับการเป็นนักบัลเลต์ และตอนนี้เธอก็ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับบทนางหงส์ ความกดดันทำให้เธอแยกโลกละครและโลกในชีวิตจริงออกจากกันไม่ได้ นีน่าคนดีของแม่เปรียบเหมือน White Swan และด้านมืดของนีน่าเปรียบเหมือน Black Swan แน่นอนว่าเมื่อใดที่นีน่าปลดปล่อยด้านมืดออกมาได้ เมื่อนั้นเธอจะเข้าถึงบท Black Swan ได้ และเล่นบท Swan Queen ได้อย่าง “perfect” ตามที่เธอวาดหวังไว้

Black Swan เป็นหนังคุณภาพที่ถูกการันตีโดยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2011 ถึง 5 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม กำกับภาพยอดเยี่ยม และตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งการแสดงอันโดดเด่นของ Natalie Portman ในบทนางพญาหงส์นั้นส่งให้เธอได้รางนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมได้สำเร็จ แน่นอนว่าหนังดีขนาดนี้ไม่ได้มีไว้ดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น หนังยังทำให้คนดูได้ฉุกคิดว่าอันที่จริงแล้ว คนเราทุกคนอาจมีอีกตัวตนหนึ่งซ่อนอยู่ อาจจะซ่อนไว้แค่ผิว ๆ หรือซ่อนไว้ลึกถึงก้นบึ้งของจิตสำนึก อยู่ที่ว่าตัวตนอีกด้านนั้นแตกต่างกับตัวตนที่ปกติที่คนภายนอกคุ้นเคยแค่ไหน และเรายอมเปิดเผยตัวตนอีกด้านที่ว่านั้นออกมาบ่อยเพียงใด หรือบางทีตัวตนที่เราพูดถึงกันอยู่นี้อาจเป็นแค่จิตสำนึกดีและเลวภายในตัวเราเท่านั้น ใครจะรู้ แล้วเมื่อไหร่กันล่ะ ที่จะเรียกว่าเป็นอาการป่วยทางจิต… เราไม่รู้ คุณก็ไม่รู้ แล้วใครล่ะที่จะรู้

Comments are closed.