เตรียมพบกับ Once Upon a Time in Hollywood หนังลำดับที่เก้าของผู้กำกับ Quentin Tarantino

เมื่อปี 2015 แฟนหนังของผู้กำกับเควนติน แทแรนติโน ได้สัมผัสความสนุก บ้าบอ บ้าเลือดไปแล้ว กับหนังกวนประสาทเลือดสาดเละเทะเรื่องแปดพิโรธ โกรธแล้วฆ่า หรือ The Hateful Eight ผ่านมา 4 ปี จนถึงวันนี้ เราได้ข่าวหนังเรื่องใหม่ของเควนติน ชื่อเรื่อง Once Upon a Time in Hollywood กำหนดฉายในบ้านเราช่วงเดือนสิงหาคมปี 2019 พอกดไปค้นหาตัวอย่างภาพยนตร์ดันไม่มีให้ดู ไปค้นหาในเว็บไซต์ฐานข้อมูลต่างๆ ก็ไม่มี จะมีก็แต่รายชื่อนักแสดงและข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเพียงน้อยนิด แฟนหนังเควนตินตื่นเต้นจนทนไม่ไหว ต้องค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เท่าที่จะหาได้ และได้สรุปมาให้รับทราบโดยทั่วกันตามนี้จ้า

เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

                เควนตินเคยให้สัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องต่อไปของเขานั้นจะสร้างจากเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Charles Manson หัวหน้ากลุ่มฆาตกรอันโด่งดัง (Manson Family) ซึ่งเคยก่อเหตุฆาตกรรมหลายรายในช่วงปี 1969 ซึ่งเดิมนั้นหนังเรื่องนี้กำหนดฉายวันที่ 9 สิงหาคม 2019 ซึ่งเป็นครบรอบ 50 ปีที่ Sharon Tate (นักแสดงสาวฮอลลีวูด และยังเป็นภรรยาของ โรมัน โปลันสกี ผู้กำกับชื่อดังในยุคนั้น) ถูกฆาตกรรมโดยสมาชิกครอบครัวแมนสัน (Charles Manson’s Family) แต่ต่อมาถูกเลื่อนออกไปฉายวันที่ 26 กรกฎาคม 2019 และด้วยข้อมูลน้อยนิดแบบนี้ เราต้องมาลุ้นต่อว่าเควนตินจะมีลูกเล่นในการเล่าเรื่องแบบไหน

Manson Family คืออะไร

The Manson Family หรือ “ครอบครัวแมนสัน” เป็นกลุ่มฆาตกรหนุ่มสาวในลอสแอนเจลิส โดยมีหัวหน้ากลุ่มคือ “Charles Manson” ครอบครัวแมนสันนี้มีลักษณะคล้ายลัทธิหัวรุนแรง ซึ่งแมนสันได้ล้างสมองสมาชิกด้วยคำโกหกหลอกลวงแสนเพี้ยน จนวันที่ 9-10 สิงหาคม 1969 พวกเขาได้ก่อเหตุฆาตกรรมหมู่ชาวผิวขาวมีผู้เสียชีวิตรวม 7 ราย  

นักแสดงมีใครบ้าง

                นักแสดงหลัก Leonardo DiCaprio, Brad Pitt, Al Pacino, Margot Robbie, Tim Roth ดูจากรายชื่อนักแสดงแล้วล้วนแต่เป็นเจ้าเก่าเจ้าเดิมที่เคยร่วมงานกับเควนตินมาแล้วทั้งนั้น จะมีก็แต่ Al Pacino และ Margot Robbie ที่มาเปิดซิงกับเฮียเควนตินเป็นครั้งแรก และดูจากภาพที่ปล่อยออกมา เราจะเห็นลีโอนาโด ยืนเท่ๆ เคียงคู่กับแบรด พิตต์ที่ยืนทิ้งเอวทำหน้าหล่ออยู่ข้างๆ ทำให้พอเดาได้ว่าเรื่องนี้เราต้องได้เห็นคู่หูคู่กวน “ลีโอ-แบรด” อย่างแน่นอน

หนังเรื่องนี้เป็นหนังลำดับที่ 9 ของเควนติน แทแรนติโน ชื่อหนัง “Once Upon a Time in Hollywood” เควนตินตั้งใจแสดงความนับถือให้กับ Sergio Leone ผู้เคยกำกับ Once Upon a Time in the West (1968) และ Once Upon a Time in America (1984) ซึ่งเป็นผู้กำกับคนโปรดของเควนติน และถือเป็นผู้มีอิทธิพลต่องานภาพยนตร์ของเขาอีกด้วย และสำหรับใครที่ตื่นเต้นและเฝ้ารอหนังเรื่องนี้จวนจะทนไม่ไหวล่ะก็ แนะนำให้กลับไปดูหนังลำดับที่ 1-8 ไปพลางๆ ก่อน และนับถอยหลังสู่เดือนสิงหาคม รอสัมผัสความยียวนกวนประสาท และเตรียมไปปลดปล่อยความเครียดในโรงกับฉากเลือดสาดแทรกมุกตลกร้ายสไตล์เควินตินได้เลย

Bleach (2018) ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นอันโด่งดัง

บทความก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดง ซึ่งสร้างมาจากการ์ตูนมังงะชื่อดัง และได้ยกตัวอย่างเรื่อง Death note (สมุดโน้ตกระชากวิญญาณ) และ 20th Century Boys (มหาวิบัติดวงตาถล่มล้างโลก) ไปแล้ว วันนี้เลยจะขอพูดถึงมังงะเรื่องล่าสุดที่ได้มีการนำไปทำภาพยนตร์และฉายสู่สายตาผู้ชมผ่านทางบริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ยอดฮิตอย่าง Netflix เรื่อง Bleach หรือเทพมรณะนั่นเอง

Bleach (2018) สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งยุคเลยก็ว่าได้ โดย บลีช หรือชื่อไทย เทพมรณะ นี้เป็นเรื่องราวของอิจิโกะ เด็กหนุ่มหัวส้มที่บังเอิญต้องรับหน้าที่ยมทูตแทนลูเคีย ยมทูตสาวที่สูญเสียพลังยมทูตไประหว่างเดินทางมาโลกมนุษย์ เรื่องราวแบ่งเป็นหลายภาคและมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยภาคแรกนั้นเป็นเรื่องราวเบาๆ แนะนำผู้อ่านค่อยๆ ทำความเข้าใจกับโลกยมทูตทีละนิดผ่านตัวละครอิจิโกะและลูเคีย โดยลูเคียมอบพลังยมทูตให้และสอนการต่อสู้แบบยมทูตให้กับอิจิโกะ พออิจิโกะคุ้นเคยกับการเป็นยมทูตและสามารถกำจัดเหล่าวิญญาณร้ายด้วยเลเวลความเก่งที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนวันหนึ่งโลกยมทูตหรือเรียกว่า “โซลโซไซตี้” ส่งยมทูตชั้นสูงมาตามลูเคียก็ได้ถูกจับตัวกลับไปรับโทษเพราะทำผิดกฎ อิจิโกะเข้ามาขัดขวางแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งเป็นที่มาของภาคโซลโซไซตี้ ที่อิจิโกะบุกไปช่วยเพื่อนถึงโลกยมทูต อย่างที่บอกว่าเรื่องราวแบ่งเป็นหลายภาคและมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ อิจิโกะเองและผองเพื่อนก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ และตัวร้ายก็อัพเลเวลความเก่งขึ้นทุกภาค  

– ภาคแรก ตัวแทนยมทูต (เน้นอิจิโกะและลูเคีย)

– ภาคโซลโซไซตี้ (เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่อิจิโกะตามมาช่วยลูเคีย ต่อสู้กับหัวหน้าหน่วยยมทูตมากมาย และอิจิโกะได้อัพเลเวลถึงขั้นปลดปล่อยสวัสดิกะได้)

– ภาคอารันคาร์และฮูเอโกมุนโด้ (มีการปล่อยความเท่ของอิจิโกะออกมาในภาพฮอลโลว์ และการเปิดศึกของเหล่ายมทูตกับอารันคา)

– ภาคฟูลบลิงค์ เนื้อเรื่องเบาๆ คั่นเวลาภาคจบ

– ภาคควินซี่ ภาคจบที่เขย่าหัวใจแฟนพันธุ์แท้ที่ติดตามมาเป็นสิบปี

โดยการ์ตูนนั้นมีทั้งหมด 74 เล่ม ส่วนฉบับภาพยนตร์นั้นมีเนื้อหาเฉพาะภาคแรก “ตัวแทนยมทูต” เท่านั้น กำกับโดยชินสุเกะ ซาโตะ นำแสดงโดยโซตะ ฟุคุชิ, ฮานะ ซุงิซากิ และเรียว โยชิซาวะ ถือว่าทำออกมาได้ดีเลย ซีจีค่อนข้างโอเคทีเดียวโดยเฉพาะฉากต่อสู้ของอิจิโกะกับฮอลโลว์นั้น ทำได้สมจริง และอิจิโกะถือดาบได้เท่มาก และนี่คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ฉบับคนแสดง ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูน ที่เราอยากแนะนำ สำหรับเรื่องนี้รอลุ้นจาก Netflix ว่าจะทำภาคสองต่อหรือไม่ เพราะแฟนการ์ตูนคงอยากเห็นภาคโซลโซไซตี้ฉบับภาพยนตร์ว่าจะทำออกมาได้เจ๋งขนาดไหน

ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นอันโด่งดัง : 20th Century Boys

บทความก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงการนำเรื่องราวจากหนังสือการ์ตูน หรือมังงะ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดง และได้ยกตัวอย่างเรื่อง Death note สมุดโน้ตกระชากวิญญาณไปแล้ว คราวนี้เราจะมาแนะนำมังงะอีกเรื่องที่โด่งดังมากๆ ทั้งในญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ นั่นคือเรื่อง 20th Century Boys นั่นเอง

                Twentieth Century Boys เป็นการ์ตูนที่หน้าปกเล่มแรกน่ารัก และมีชื่อไทยไร้เดียงสาว่า “แก๊งนี้มีป่วน” นึกว่าจะเป็นการ์ตูนใสๆ แต่ที่ไหนได้…การ์ตูนเรื่องนี้ดาร์ค ลึกลับ ซับซ้อน เริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตของเคนจิและเพื่อนสมัยเด็ก พวกเขาพากันสร้างฐานทัพลับในทุ่งหญ้าและเขียนคำทำนายไว้ใน “บันทึกคำทำนาย” ว่าโลกจะถูกทำลายและมีหุ่นยนต์มาช่วยโลกไว้ตามความคิดแบบเด็กๆ แต่เมื่อโตขึ้นคำทำนายนั้นเริ่มเป็นจริง และการปรากฏตัวของ “เพื่อน” หรือภาษาญี่ปุ่น “โทโมะดาจิ” เป็นผู้นำองค์กรที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หนังสือการ์ตูนมีทั้งหมด 22 เล่ม และมี 21st Century Boys เป็นเล่มจบของเรื่องทั้งหมด โดยเนื้อเรื่องนั้นมีหลายช่วงเวลา ตั้งแต่ช่วงเวลาวัยเด็กของเคนจิและผองเพื่อน (ราวปี 1969-1971) ต่อมาเป็นช่วงเวลาที่เคนจิทำงานเปิดกิจการร้านสะดวกซื้อและโทโมะดาจิเริ่มปรากฏตัว (ประมาณปี 1997-2000) และช่วงเวลากอบกู้โลก (ปี 2014-2015) การ์ตูนลายเส้นดี ละเอียด มีเนื้อหาที่สนุกน่าติดตามและยังเป็นการ์ตูนที่ทำให้ได้คิดวิเคราะห์เชิงลึกด้วย ในส่วนของการทำฉบับภาพยนตร์นั้นทำออกมาถึง 3 ภาค ได้แก่ 20th Century Boys 1: Beginning of the End (2008), 20th Century Boys 2: The Last Hope (2009) และ 20th Century Boys 3: Redemption (2009) กำกับโดย Yukihiko Tsutsumi มีชื่อไทยคือมหาวิบัติดวงตาถล่มโลก ภาค 1-3 มีการเดินทางไปถ่ายทำในประเทศต่างๆ (รวมถึงประเทศไทย) เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาในการ์ตูน และถือเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ใช้ทุนสูงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของญี่ปุ่นซึ่งทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว บอกได้เลยว่าฉบับภาพยนตร์นี่สนุก ตื่นเต้น ไม่แพ้การ์ตูนเลยนะ

                ฉบับภาพยนตร์โดดเด่นตรงการเลือกนักแสดงที่มีคาแรคเตอร์ไม่ผิดแปลกไปจากฉบับการ์ตูนเท่าไหร่นัก และนักแสดงล้วนเล่นได้สมบทบาท และต้องชื่นชมการนำเรื่องราวจากการ์ตูน 22 เล่มมาสรุปรวมในหนังสามตอนได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เราได้เห็นสังคมญี่ปุ่นแต่ละยุคแต่ละช่วงเวลาผ่านการถ่ายทอดของหนัง และเรายังได้รู้อีกว่าการ์ตูนที่โด่งดัง ได้รับรางวัลมากมาย และได้รับการแปลเป็นหลายภาษานี้ ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายเรื่อง It ของนักเขียนเรื่องสยองขวัญในตำนานอย่างสตีเฟนส์ คิง นั่นเอง (แก๊งของเคนจิ ก็มีความคล้ายสมาคมคนขี้แพ้ในเรื่อง It) ซึ่งในเนื้อเรื่องทเวนตี้เซนจูรี่บอย ก็ยังมีตัวละครที่พูดถึงนิยายเรื่องนี้อีกด้วย และนี่คืออีกหนึ่งภาพยนตร์ฉบับคนแสดง ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูน ที่เราอยากแนะแนะนำรับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ภาพยนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นอันโด่งดัง Death note

สำหรับวัยรุ่นยุค 90 และยุค 2000 น้อยคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือการ์ตูน หรือมังงะ (มักเอาไว้ใช้เรียกหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น หรือการ์ตูนช่องนั่นเอง) และหลายคนคงมีการ์ตูนเรื่องโปรดที่ติดตามอ่านตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มสุดท้าย และเมื่อการ์ตูนที่เราชื่นชมถูกนำมาทำหนังที่ใช้คนแสดง หลายคนอาจเกรงว่าจะไม่ได้อารมณ์เหมือนอ่านในหนังสือ กลัวว่าตัวละครที่มาแสดงนั้นไม่เหมาะกับบทบาทที่คอการ์ตูนอย่างเราๆ เคยจินตนาการไว้ เอาล่ะ…วันนี้เราจะมาแนะนำภาพยนตร์ฉบับคนแสดง ซึ่งสนุกไม่แพ้การอ่านในหนังสือการ์ตูน นั่นคือเรื่อง Death note นั่นเอง

                Death note เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นแนวลึกลับ เหนือจริง เป็นเรื่องของไลท์ หนุ่มมอปลายที่บังเอิญเจอสมุดโน้ตปริศนา ที่สามารถใช้ฆ่าคนได้ ซึ่งในสมุดนั้นก็เขียนวิธีใช้ไว้ด้วย โดยใครก็ตามที่ถูกเขียนชื่อในสุดต้องตาย ไลท์ลองทดสอบดูว่าที่สมุดโน้ตบอกไว้เป็นจริงหรือไม่ และเขาต้องตกใจอย่างมากเมื่อคนที่เขาเขียนชื่อนั้นตายไปจริงๆ จากนั้นยมทูตชื่อ “ลุค” ผู้ดูแลสมุดโน้ตก็ปรากฏตัวออกมาแนะนำวิธีการใช้สมุดโน้ตให้กับไลท์แบบละเอียดมากขึ้น ไลท์ตัดสินใจจะใช้สมุดโน้ตนี้เปลี่ยนแปลงโลกโดยการกวาดล้างพวกอาชญากรชั่วๆ เมื่อมีคนร้ายตายมากขึ้นผู้คนจึงขนานนามเขาว่า “คิระ” ต่อมามีสมุดโน้ตอีกเล่มอยู่ในการครอบครองของเด็กสาวชื่อมิสะ และมียมทูตอีกตัวหนึ่งชื่อ “เรม” การ์ตูนมีจำนวน 12 เล่มจบ ลายเส้นสวย เนื้อเรื่องลุ้นระทึกชวนติดตามมากยิ่งขึ้นเมื่อ “แอล หรือ L” ปรากฏตัวมาช่วยตำรวจสืบหาว่าคิระคือใคร เพราะที่คิระทำอยู่นั้นเป็นการกระทำที่ผิดเหมือนตั้งตัวเป็นศาลเตี้ย คิระจะฆ่าใครตามใจชอบไม่ได้ ฉบับการ์ตูนนั้นอ่านสนุกจนวางไม่ลง สมัยที่การ์ตูนออกมาใหม่ๆ จำได้ว่าตื่นเต้นกับยมทูตมาก ติดภาพยมทูตชอบกินแอปเปิ้ลไปเลย

ความสนุกไม่จบลงแค่นั้นเมื่อค่ายวอร์เนอร์ บราเธอร์ส นำ Death note มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งกำกับไดยชูสึเกะ คะเนะโกะ ภาพยนตร์มีสองภาคได้แก่ สมุดโน้ตกระชากวิญญาณ หรือ Death Note: Beginning ออกฉายเมื่อกันยายน 2006 และภาคสอง อวสานสมุดมรณะ หรือ  Death Note: The Last Name ออกฉายเมื่อพฤศจิกายน 2006 นำแสดงโดย ฟุจิวะระ ทัตสึยะ (แสดงเป็นไลท์) เค็นอิจิ มัตสึยะมะ (แสดงเป็นแอล) และเอริกะ โทดะ (แสดงเป็นมิสะ) ถือเป็นการคัดเลือกนักแสดงที่ใกล้เคียงกับฉบับการ์ตูนและดำเนินเรื่องได้ฉับไวตื่นเต้นไม่แพ้กัน และล่าสุดก็มี Death Note (2017) ฉบับ Hollywood สามารถหาดูได้ใน Netflix แม้ว่าจะได้รับเสียงตอบรับไม่ดีนัก แต่ก็ยังอยากให้แฟนการ์ตูนลองไปดูชมกัน

                และนี่คือภาพยนตร์ฉบับคนแสดง ที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูน ที่เราอยากแนะนำรับรองว่าสนุก ตื่นเต้น และมีสาระ และสามารถสร้างความบันเทิงให้คุณทั้งคอหนังและคอการ์ตูนได้โดยจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

Insomnia ภาพยนตร์ลำดับที่สามของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ (ตอนที่ 2/2)

จากบทความที่แล้ว เราทิ้งท้ายไว้ด้วยภาพนายตำรวจยอดนักสืบที่ความคิดด้านดีและด้านเลวกำลังต่อสู้กันในหัวตลอดเวลา ดอร์เมอร์มีปัญหาเรื่องการนอนหลับหนักขึ้นเรื่อยๆ ล่วงเลยถึง 6 วันที่เขาแทบไม่ได้นอน เขายังคงเห็นภาพเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรม ภาพรอยเลือด ภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อ และภาพคู่หูของเขา

ความรู้สึกผิด กับ การเอาตัวรอด แน่นอนว่าสิ่งที่กวนใจดอร์เมอร์จนทำให้นอนไม่หลับคงไม่ใช่แค่แสงอาทิตย์ในตอนกลางคืน แต่สิ่งที่อยู่ในหัวตลอดเวลาและเขาคงอยากจะจัดการให้ได้ก็คือ การคลี่คลายคดีฆาตกรรมและจับคนผิดเข้าคุก (สังเกตจากภาพเด็กสาวที่แวบเข้ามาในความคิดของเขา) เรื่องความรู้สึกผิดที่เขายิงคู่หู รวมทั้งเรื่องรอยและเลือดผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อ (ที่ยังไม่เฉลยสักทีว่ามันเกี่ยวข้องกับเขายังไง) แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เหลืออยู่นั้น กลับถูกเหยียบย่ำให้จมหายอยู่ในจิตใต้สำนึก เพราะเขาต้องการเอาตัวรอดจากความผิดทั้งหลาย เป็นการต่อสู้กันของด้านดีและด้านมืดในใจของดอร์เมอร์ และคนดูเองก็อยากรู้ซะด้วยสิ ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะตัดสินใจยังไง

ไว้ใจ หรือ หลอกใช้ นอกจากดอร์เมอร์ ตัวละครอีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ วอลเตอร์ ฟินซ์ (Robin Williams) ผู้ฆ่าเด็กสาววัย 17 นั่นเอง เราค่อนข้างแปลกใจตอนที่ฟินซ์โทรหาดอร์เมอร์และพูดคุยเหมือนคนคุ้นเคยกันทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ซักพักก็พอเข้าใจได้…อาจเพราะฟินซ์เป็นคนเก็บตัว มีชีวิตอยู่กับการเขียนนิยายสืบสวนสอบสวน ดูเหมือนเขามีความเก็บกดและแปลกแยกจากสังคมพอตัวเลยล่ะ เมื่อเขาพบว่าดอร์เมอร์ปิดบังความลับเรื่องยิงคู่หูตัวเอง ก็เหมือนเขามีพวก (พวกที่มีความผิดแต่ไม่อยากให้ใครรู้) ฟินซ์เรียกดอร์เมอร์ว่า “วิลล์” ชื่อต้น…มีแต่คนสนิทเท่านั้นที่เรียก เขาดูออกว่าวิลล์นอนไม่หลับ ตอนนัดเจอกันบนเรือฟินซ์ยังมีท่าทีสบายใจที่จะเล่าเหตุการณ์ตอนที่เขาลงมือทำร้ายเด็กสาวจนเสียชีวิตให้วิลล์ฟัง บอกเล่าช่องทางที่จะโยนความผิดให้คนอื่นและหยิบยื่นข้อแลกเปลี่ยนเรื่องที่จะปิดบังการยิงคู่หูของวิลล์ ทุกการกระทำ สีหน้า คำพูด เหมือนฟินซ์ได้คุยกับเพื่อนรู้ใจ ในขณะที่ดอร์เมอร์นั้นต่อต้านในใจตลอดเวลา แต่ก็จำยอมเพราะไม่ต้องการให้ความลับเปิดเผย (ฟินซ์นั้นดูฉลาดและมีไม้เด็ดซ่อนไว้ป้องกันตัวเองเพราะไม่ได้มั่นใจเต็มร้อยว่าดอร์เมอร์จะเล่นตามเกม)

คนดีที่บังเอิญทำเรื่องเลว แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่าดอร์เมอร์เป็นคนดี แต่ลึกๆ แล้วเขามีความดีงามในใจอยู่ เห็นได้จาก เอลลี่ เบอร์ (Hilary Swank) ตำรวจท้องถิ่น (ซึ่งชื่นชอบและนับถือดอร์เมอร์มาก) ถูกมอบให้มาทำคดีการยิงคู่หูของดอร์เมอร์ เธอเขียนรายงานว่าคนร้ายเป็นผู้ยิงจนเสียชีวิตและนำรายงานมาให้ดอร์เมอร์เซ็นผ่าน ทั้งที่ดอร์เมอร์สามารถเซ็นผ่านได้เลย คดีจะได้จบ และเขาก็จะได้พ้นผิด แต่ดอร์เมอร์กลับบอกให้เอลลี่คิดให้ดีและให้กลับไปทบทวนใหม่ และในวันที่ตำรวจจับแพะรับผิดแทนฟินซ์ ดอร์เมอร์ตระหนักถึงความไม่ถูกต้อง และเขาได้ระบายให้คนที่โรงแรมฟังถึงที่มาของการตรวจสอบจากกองกิจการภายใน ซึ่งเป็นจุดเฉลยว่าภาพรอยเลือด และภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อเกี่ยวข้องกับเขายังไง และการยึดถือในความถูกต้องก็นำพาให้เขาไปสู่จุดจบของเรื่องและท้ายสุดก็สามารถนอนหลับได้ซักที

เสน่ห์ของหนังโนแลน มักจะมีการทิ้งปม และคลายปมตอนท้าย ซึ่งมักจะสร้างความประหลาดใจให้คนดูเสมอ ปมที่ว่าอาจไม่ใช่เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นให้เห็นโต้งๆ เสมอไป แต่บางคราวปมนั้น อาจเป็นเรื่องก้ำกึ่งของเหตุการณ์กับความขัดแย้งทางความคิดหรือทางความรู้สึกของตัวละคร เรื่องนี้นอกจากการสำรวจจิตใจของวิลล์ ดอร์เมอร์ (ซึ่งอาจเปรียบเป็นตัวแทนของคนรู้สึกผิดบาปกับบางสิ่งที่เคยทำในอดีต) เรายังจะได้ชมการหักเหลี่ยมเฉือนคมของ วิลล์ ดอร์เมอร์ และ วอล์เตอร์ ฟินซ์ รวมทั้งการแสดงได้เข้าถึงบทบาทของ Al Pacino และ Robin Williams ทำให้หนังสนุก น่าติดตาม และเป็นหนังที่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่งของโนแลน

Insomnia ภาพยนตร์ลำดับที่สามของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ (ตอนที่ 1/2)

Insomnia (2002) ชื่อไทย เกมเขย่าขั้วอำมหิต เป็นหนังลำดับที่สามของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ ถัดจาก Following (1998) และ Memento (2000) ซึ่งใครจะรู้บ้างว่าหลังจากคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ ทำหนังเรื่องนี้แล้วเขาได้จะกลายเป็นผู้กำกับแถวหน้า และทำหนังฟอร์มใหญ่ รายได้สูง และล้วนแต่เป็นหนังดังหนังขึ้นหิ้งทั้งนั้น ได้แก่ Batman Begins (2005) The Prestige (2006) The Dark Knight (2008) Inception (2010) The Dark Knight Rises (2012) Interstellar (2014) และ Dunkirk (2017)

Insomnia เปิดเรื่องภาพหยดเลือดสีแดงบนเนื้อผ้าสีขาว วงสีแดงของเลือดค่อยๆ แทรกซึมไปตามเส้นใยผ้าและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ (เหมือนเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่คนดูเชื่อว่าจะต้องเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องของหนังแน่ ๆ) ภาพขยับออกมาเห็นชายคนหนึ่งจากทางด้านหลัง เขากำลังถูไถรอยเลือดบนแขนเสื้อ (ตรงนี้เอง ก็ทำให้คนดูเชื่อว่า นี่คงเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นเหตุการณ์สำคัญ แต่ถูกทิ้งให้เป็นปริศนา เพื่อที่จะเฉลยในตอนท้าย) จากนั้นหนังถึงได้เริ่มเดินเรื่องตามปกติ โดยมีเนื้อเรื่องโดยย่อคือนักสืบวิลล์ ดอร์เมอร์ (Al Pacino) จากกรมตำรวจลอสแองเจอลิส พร้อมกับคู่หูของเขา ได้ถูกส่งมาสอบสวนคดีฆาตกรรมเด็กสาววัยรุ่นอายุ 17 ปีที่เมืองอลาสกา ซึ่งเป็นเมืองที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน (ในเวลากลางคืน ก็ยังสว่างราวกับไม่ใช่กลางคืน) ในช่วงเวลาเดียวกันดอร์เมอร์และคู่หูถูกกองกิจการภายในของตำรวจสอบเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ของเขา ที่อาจมีความผิดพลาดและไม่ถูกต้อง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงคนร้ายที่เขาเคยจับเข้าคุกจะถูกปล่อยออก รวมทั้งจะกระทบกับหน้าที่การงานและชื่อเสียงที่เขาได้สั่งสมมา ดอร์เมอร์จึงไม่คิดจะยอมรับความผิดพลาดนั้น ในขณะคู่หูไม่สนใจเรื่องคนร้ายจะถูกปล่อยและพร้อมจะสารภาพความจริงเพื่ออนาคตการงานของเขาเอง เมื่อดอร์เมอร์มาถึงเมืองพระอาทิตย์ไม่ตกดินคืนแรกเขามีปัญหากับการนอนหลับ (ภาพเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรม ภาพรอยเลือดและภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อถูกฉายแทรกเข้ามาในความคิดของเขา) เขาสอบสวนคดีร่วมกับตำรวจท้องถิ่นและคดีมีความก้าวหน้าจนสามารถติดตามคนร้ายไปในกระท่อมกลางป่า อาจเป็นอุบัติเหตุหรืออาจเป็นความตั้งใจ…ดอร์เมอร์ยิงคู่หูของตัวเองเสียชีวิต แต่เขาบอกตำรวจที่ไปด้วยกันว่าเป็นฝีมือคนร้าย (คืนต่อมาเขายังมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ และภาพที่ฉายแทรกในความคิดของเขายังคงเป็นภาพเด็กสาว รอยเลือดและภาพผู้ชายถูไถเลือดบนแขนเสื้อ และเพิ่มเติมคือภาพคู่หูของเขา)

แม้ว่าดอร์เมอร์ค่อนข้างเจอกับปัญหาหนัก แต่เขายังรักษามาตรฐานนักสืบมือดี เขาแกะรอยคนร้ายจากข้าวของของผู้ตาย จนกลางเรื่องคนร้ายถึงได้ปรากฏตัว เขาเป็นนักเขียนท้องถิ่น ชื่อวอลเตอร์ ฟินซ์ (Robin Williams) ซึ่งโทรศัพท์มาเล่นสงครามประสาทกับดอร์เมอร์ ฟินซ์บอกว่าเขาเห็นดอร์เมอร์ยิงคู่หูของตัวเอง แต่กลับบอกตำรวจว่าเป็นฝีมือคนร้าย ฟินซ์จึงใช้ข้อมูลนี้มาแบล็คเมล์ดอร์เมอร์ เพื่อแลกกับการโยนความผิดในคดีฆาตกรรมสาววัยรุ่นให้คนอื่นเป็นแพะไป

ดอร์เมอร์ นายตำรวจที่พยายามปกปิดความผิดพลาดบางอย่างจากการตรวจสอบของกองกิจการภายใน ด้วยเหตุผลที่เขาเกรงว่าหากยอมรับผิดแล้ว จะทำให้คนร้ายที่เขาเคยจับ ถูกปล่อยออกมาเป็นอิสระ ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและเขายอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด ในขณะที่เขาเองกำลังปกปิดเรื่องที่ตัวเองเป็นคนยิงคู่หู และต้องร่วมมือกับคนร้ายในการโยนความผิดให้คนบริสุทธิ์ ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและถือเป็นความเลวร้ายมากในความคิดของเขา ในบทความตอนต่อไป เราจะวิเคราะห์ความคิดของดอร์เมอร์ให้ลึกซึ้งมากขึ้น…โปรดติดตาม

Memento ภาพหลอนซ่อนรอยมรณะ : ภาพยนตร์ลำดับที่สองของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์

Memento (2000) ชื่อไทย ภาพหลอนซ่อนรอยมรณะ เป็นภาพยนตร์ที่มีการเล่าเรื่องอย่างมีเอกลักษณ์ แปลกใหม่ ทำให้ผู้ชมได้ขบคิดทั้งระหว่างที่ดูและภายหลังดูจบ เป็นหนังที่คนดูเอามาถกเถียงกันต่อว่ามีความคิดเห็นอย่างไร มีมุมมองที่เหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่ หลายคนที่ดูจบแบบไม่เข้าใจ แต่ยังยอมรับอยู่ดีว่า เฮ้ย!… เรื่องนี้มันเจ๋งจริงๆ

Memento เป็นเรื่องราวของลีโอนาร์ด เชลบี (รับบทโดย กาย เพียร์ช) อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประกันภัย ซึ่งมีอาการสูญเสียความทรงจำระยะสั้น (short-term memory loss) เขามีปัญหาเกี่ยวกับการสร้างความทรงจำใหม่ๆ ไม่ได้ (ประมาณว่าพอผ่านไปซัก 10 นาที ก็จำสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ได้แล้ว) สิ่งเดียวที่เขาจำได้คือเขากำลังตามล่าคนที่ข่มขืนและฆ่าภรรยาของเขา ลีโอนาร์ดใช้การจดโน้ตและถ่ายรูปไว้ด้วยกล้องโพลารอยด์เพื่อเตือนความทรงจำ และหากเป็นข้อมูลที่เขาเห็นว่าสำคัญมากๆ เขาจะสักไว้บนผิวหนัง เรื่องราวต่อจากนั้นคือการปะติดปะต่อข้อมูลและความทรงจำจากโน๊ตและรอยสักเพื่อตามหาคนที่ฆ่าเมียของเขาชื่อ John G. ซึ่งความเจ๋งอยู่ที่การเล่าเรื่อง โดยเรื่องแบ่งเป็น 2 ส่วน (2 เรื่อง 2 ไทม์ไลน์) ส่วนแรกเป็นภาพสีเล่าเรื่องแบบย้อนหลังจากจุดสิ้นสุดของเรื่องซึ่งลีโอนาร์ดได้ฆ่าคนที่เขาคิดว่าเป็นฆาตกร (ลีโอนาร์ดเรียกเขาว่าเท็ดดี้) ย้อนหลังไปทีละเหตุการณ์ ส่วนที่สองเป็นภาพขาวดำ เล่าเรื่องตามลำดับเวลาโดยแสดงให้เห็นว่าลีโอนาร์ดพูดคุยกับใครบางคนทางโทรศัพท์เขาเล่าเหตุการณ์และข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับคดีภรรยาของเขา และแล้วเรื่องราวในฝั่งขาวดำ เดินทางมาบรรจบ เรื่องราวฝั่งภาพสี เมื่อลีโอนาร์ดตามมาเจอชายคนหนึ่งชื่อ Jimmy Grand และรัดคอจนเสียชีวิต และเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดจึงเป็นจุดสรุปว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเป็นที่มาที่ทำให้เท็ดดี้เสียชีวิต (กลับไปที่จุดเริ่มต้นของหนัง) ตลอดเรื่องหนังฉายภาพความทรงจำลางเลือนของลีโอนาร์ด เหตุการณ์ขาดห้วง ขาดหาย ปะติดปะต่อข้อมูลด้วยการสรุปตามความรู้สึกของตัวเอง ทำให้คนดูเกิดความสับสันว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนไม่จริง แต่เราก็ยังตามติดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งแบบเล่าไปข้างหน้าและเล่าแบบถอยหลัง หลายจุดที่ต้องร้องอ๋อในใจ…เข้าใจแล้วว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มันมีที่มาแบบนี้นี่เอง มันสนุก และแปลกใหม่มากจริง ๆ

จะว่าไปเรื่องนี้กาย เพียร์ช เล่นดี พาคนดูงงงวย จนเหมือนจะสูญเสียความจำระยะสั้นตามไปด้วย และคุณรู้หรือไม่ว่าอาการเสียความจำของพระเอกนั้น เป็นกลุ่มอาการทางการแพทย์ที่มีจริง เรียกว่า Anterograde Amnesia ซึ่งสมองไม่สามารถสร้างความจำใหม่ได้เนื่องจากสมองส่วน hippocampus ถูกทำลาย และข้อสรุปของเรื่องนี้ ก็อยู่ที่คำพูดก่อนตายของเท็ดดี้ตั้งแต่เริ่มเรื่องเลย ที่เท็ดดี้บอกลีโอนาร์ดว่า “You don’t have a clue, you freak!” คุณน่ะ ไม่ได้มีข้อมูลเงื่อนงำอะไรเลย…คุณก็แค่บ้า!

Following ภาพยนตร์เรื่องแรก ของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์

Following (1998) ชื่อไทย อาชญากรรมฝังเขี้ยวซ่อนรอย หนังเรื่องแรกของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ เป็นแนวฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ภาพขาวดำทั้งเรื่องและมีความยาวเพียง 69 นาที แม้จะเป็นหนังต้นทุนต่ำเพียง 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ความดีงามของหนังไม่ได้ด้อยราคาเลย ถึงจะไม่ได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดาหนังขึ้นหิ้งของเขา แต่ Following ถือเป็นหนังที่มีบทน่าสนใจและคู่ควรที่จะหามาดูเป็นอย่างยิ่ง

หนังเปิดเรื่องด้วยฉากชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งฟัง Bill เล่าเรื่องว่าเขาเป็นนักเขียนที่ชอบที่จะสะกดรอยตามคนแปลกหน้า เพื่อนำมาประกอบเรื่องราวในงานเขียนของเขา และภาพก็ตัดเข้าสู่เรื่องราว Bill เรื่องราวเล่าถึงบ่ายวันหนึ่ง Bill ได้สะกดรอยตามผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในร้านอาหาร แต่อยู่ๆ ผู้ชายแต่งตัวดี ใส่สูท ท่าทางมั่นใจในตัวเองคนนั้นกลับเดินเข้ามาขอนั่งโต๊ะเดียวกับเขา เขาชื่อ Cobb… เขาเปิดเผยงานที่เขาทำ (ซึ่งก็คือการแอบย่องเข้าไปขโมยของในบ้านคนอื่น) และชักชวนให้ Bill ติดตามไปดูการทำงานของเขา การติดตาม Cobb ทำให้ Bill ได้เข้าไปในบ้านสาวสวยคนหนึ่ง Cobb ชักชวนให้ Bill หยิบชุดชั้นในไป นอกจากนั้น Bill ยังขโมยพวกของส่วนตัวและภาพถ่ายของเธอไปด้วย ซึ่งจากภาพถ่ายนี้เองที่ทำให้ Bill เกิดสนใจและสะกดรอยตามเธอในเวลาต่อมา นำไปสู่การทำความรู้จักกันและเธอเล่าว่าเธอคบกับมาเฟียคนหนึ่งซึ่งเคยฆ่าคนต่อหน้าเธอ ในห้องนั่งเล่นของเธอ และมาเฟียนั่นก็จะแบล็คเมล์เธอด้วยภาพถ่ายโป๊ของเธอซึ่งตอนนี้เก็บไว้ในตู้เซฟ และ Bill ก็อาสาที่จะย่องเข้าไปเอาภาพนั้นออกมา

หนังมี Story ไม่ยาวมาก แต่จะโดดเด่นตรงการเล่าเรื่อง ที่ตัดสลับเหตุการณ์ไปมาด้วยความมีชั้นเชิง เริ่มแรกที่ปูเรื่องมา Bill คือตัวละครสำคัญแน่ๆ คนดูต่างเฝ้ารอว่าเขาจะโชว์ทีเด็ดอะไรออกมา และเรื่องจะพีคตอนไหน พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ เราเห็น Bill เดินเข้าไปติดกับบางอย่างของใครบางคน และเดินตามเกมที่ใครคนนั้นวางไว้จนถลำลึกไปเรื่อยๆ เราเซอร์ไพรส์ตอนท้ายไม่น้อย เมื่อเห็นว่าเรื่องราวที่ Bill รับรู้ว่าคนอื่นเป็นคนทำก่อนหน้านี้ทุกอย่างย้อนกลับมาชี้ชัดว่า Bill เป็นผู้ลงมือเอง ตรงนี้คือความเจ๋งของบทหนังเลยก็ว่าได้ ดูจบเราย้อนนึกว่า Bill ที่ถูกปูเรื่องมาให้เข้าใจว่าเป็นพระเอกน่ะ แท้จริงแล้วมีพระเอกที่เจ๋งกว่าซ่อนอยู่ฉากหลัง หันมองกลับมาที่คนดูแบบเท่ๆ และก็หายไปกลับเข้าไปกับฉากหลังขาวดำในตอนจบ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด และฉลาดอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีประสบการณ์โชกโชนด้วย โนแลนได้เริ่มต้นการกำกับหนังเรื่องแรกด้วยการโชว์สไตล์หนังในแบบของเขา ซึ่งยังคงธีมแบบนี้ในหนังเรื่องถัดมาทั้ง Momento (2000) และ Insomnia (2002) อีกด้วย

คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด (ตอนที่ 2/2)

คริสโตเฟอร์ โนแลนด์  เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 1970 (ปีนี้เขาก็จะอายุครบ 49 ปี) เขาเกิดที่ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันเขาถือสัญชาติอังกฤษ-อเมริกัน บนเส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์กว่า 20 ปี เขาได้เริ่มจากหนังเล็กๆ ทุ่นต่ำ ค่อยๆ เติบโต และจุดเปลี่ยนในเส้นทางอาชีพของเขาคือการได้รับรางวัลทางภาพยนตร์ จนได้รับโอกาสทำภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ขึ้นและเขาก็เติบโตก้าวกระโดดอย่างมากในช่วง 10 ปีหลัง หนังของเขาหลายเรื่องติดอันดับภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเลยทีเดียว และนี่คือหนัง 7 เรื่องของโนแลนในช่วง 10 ปีหลัง

Batman Begins (2005) หนังเฟรนด์ไชน์วีรบุรุษรัตติกาลเรื่องนี้ นำแสดงโดย Christian Bale (ในบท Bruce Wayne และ Batman) ร่วมด้วย Michael Caine, Gary Oldman, Cillian Murphy            และดาราดังอีกมากมาย โนแลนได้ปลุกกระแสแบทแมนฮีโร่รัตติกาล ด้วยการตีความใหม่ที่มีความทันสมัยและสร้างตัวละครให้มีมิติทางความคิดที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น (งานถนัดเฮียโนแลนล่ะ) ไม่เพียงแต่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนหนัง เขายังได้รับกระแสที่ดีจากนักวิจารณ์อีกด้วย

The Prestige (2006) ศึกมายากลหยุดโลกเรื่องนี้ได้ Christian Bale, Hugh Jackman และ Michael Caine มาร่วมแสดง มีการแข่งขันและหักเหลี่ยมไปมา จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมและฆาตกรรมที่สมบูรณ์แบบ และยังทิ้งคำถาม Are you watching closely? ที่เป็นเหมือนคำคมให้แฟนหนังน่าขบคิดกัน

The Dark Knight (2008) หนังภาคต่อของ Batman Begins เป็นเรื่องที่ทำรายได้ถึง 1000 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเท่าที่เขาเคยทำหนังมา หนังที่ใครต่างยกย่อง ชื่นชม ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 8 สาขา และ Heath Ledger (ซึ่งเสียชีวิตหลังจากถ่ายทำเสร็จ) ก็ชนะรางวัลนักแสดงสมทบชายในปีนั้นด้วยบทบาท Joker อันโด่งดัง

Inception (2010) อีกเรื่องที่ทำรายได้ทั่วโลกสูงถึง 800 ล้านดอลลาร์ หนัง sci-fi thriller ที่ว่าด้วยการฝันซ้อนฝัน เป็นความแปลกใหม่ในวงการภาพยนตร์ และเป็นหนังที่มีการถกเถียงอภิปรายมากที่สุดในปีที่ออกฉาย ได้ Leonardo DiCaprio นำทัพนักแสดงดังอีกมากมาย อาทิ Joseph Gordon-Levitt, Tom Hardy, Cillian Murphy, Ellen Page ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 8 สาขา และชนะมาได้ถึง 4 รางวัล

The Dark Knight Rises (2012) ภาคจบของหนังแบทแมน (Nolan’s Batman trilogy) ทำลายสถิติหนังรายได้สูงสุดของตัวเองด้วยรายได้ทั่วโลก 1,084 ล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ทำให้แฟนหนังที่รอคอยผิดหวังเพราะเป็นบทสรุปที่น่าทึ่งถือเป็นมหากาพย์ที่คงอยู่ในใจแฟนหนังไปอีกนาน

Interstellar (2014) หนัง Drama-SciFi ผจญภัยในอวกาศ นำแสดงโดย Matthew McConaughey, Anne Hathaway และ Jessica Chastain หนังเรื่องนี้นอกจากการถ่ายทำที่ออกมาดีสมจริงและยิ่งใหญ่แล้ว เรายังได้เห็นความอัจฉริยะและความเปี่ยมไปด้วยจินตนาการของโนแลนผ่านบทภาพยนตร์ที่เขาถ่ายทอดออกมา หนังทำรายได้ทั่วโลกถึง 670 ล้านดอลลาร์ ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 5 สาขาและชนะรางวัลในสาขา Best Achievement in Visual Effects

Dunkirk (2017) ภาพยนตร์แนวสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าเรื่องผ่าน 3 มุมอง ได้แก่ พลทหารภาคพื้นดิน นักบินภาคอากาศ และจิตอาสาที่นำเรือออกมาช่วยพาเหล่าทหารกลับบ้าน เป็นการจำลองเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 1940 ที่อ่าว Dunkirk ประเทศฝรั่งเศส หนังทำรายได้ทั่วโลกถึง 525 ล้านดอลลาร์ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่โนแลนได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Achievement in Directing)

ทั้งหมดนั่นคือหนังของผู้กำกับขวัญใจแฟนหนังทั่วโลก และมีข่าวดีสำหรับติ่งโนแลนด์ เพราะค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Bros ได้ประกาศออกมาแล้วว่าหนังเรื่องต่อไปของโนแลนจะปล่อยออกมาให้ได้ชมกันเดือนกรกฎาคม ปี 2020… อดใจรออีกปีเดียว

คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด (ตอน 1/2)

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนังของโนแลนเนี่ย มันเจ๋งและเทพมากจริงๆ หนังของโนแลนมักจะมีจุดเด่นตรงการเล่าเรื่อง (storytelling) การลำดับภาพที่มักจะสลับเหตุการณ์ไปมา (nonlinear timelines) มีการนำเสนอปมของตัวละครและการคลายปมที่สร้างความประหลาดใจให้กับคนดูเสมอ จากจุดเริ่มต้นที่เขามีกำลังทำหนังด้วยทุนสร้างเพียงน้อยนิด ปัจจุบันเขาผงาดขึ้นเป็นผู้กำกับแนวหน้า ทำหนังฟอร์มใหญ่ ต้นทุนสูงทั้งนั้น และแม้หนังจะมีโปรดัคชั่นที่ใหญ่ขนาดไหน และมีความคาดหวังทางรายได้มากขึ้นเท่าใด โนแลนก็ยังคงคอนเซ็ปต์เขียนบทและกำกับเอง (Writer-Director) และก็ไม่เคยละทิ้งสไตล์และเอกลักษณ์ความเป็นโนแลนเลยซักครั้ง เราจะพาทุกท่านไปรู้จักหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ตั้งแต่เรื่องแรกจนถึงเรื่องล่าสุดกันเลยทีเดียว

Following (1998) ในระหว่างโนแลนด์เรียนวรรณคดีอังกฤษ ที่ University College London เขาได้เรียนรู้เทคนิคการทำภาพยนตร์และได้ทำภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขียนบทและกำกับเองเรื่อง Following ด้วยทุนสร้างเพียงน้อยนิด เป็นหนังทริลเลอร์-ฟิล์มนัวร์ ถ่ายทำด้วยภาพขาวดำ การนำเสนอเรื่องราวที่ให้ความรู้สึกลึกลับ ตัวละครมีความน่าสนใจ มีการเล่าเรื่องที่ชวนติดตาม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ทำให้เขามีความน่าเชื่อถือและสามารถหาเงินทุนที่มากขึ้นสำหรับการทำหนังเรื่องต่อมา

Memento (2000) เรื่องถัดมา เขายังคงเขียนบทและกำกับเอง ซึ่งได้ Guy Pearce มาแสดงนำ หนังเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มอดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประกันภัย เขาบอกว่าสมองของเขาถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงทำให้เขามีความจำระยะสั้นและไม่สามารถสร้างความทรงจำใหม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาจำได้คือ เขากำลังตามหาฆาตกรที่ฆ่าภรรยาของเขา โดยเส้นเรื่องหนึ่งเล่าเรื่องไปข้างหน้า และอีกเส้นเรื่องหนึ่งเล่าเรื่องแบบย้อนหลัง จากเรื่องนี้เอง โนแลนได้รับการยอมรับมาก รวมถึงได้เสนอชื่อเข้าชิงทั้งออสการ์และลูกโลกทองคำในสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย

Insomnia (2002) เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เขาไม่ได้เขียนบทเอง เพราะเป็นหนัง remake จากหนังนอร์เวร์ชื่อเดียวกัน เป็นเรื่องราวของนายตำรวจรุ่นใหญ่ที่เดินทางไปสอบสวนคดีฆาตกรรมในเมืองพระอาทิตย์เที่ยงคืน เขาคิดว่าสาเหตุที่เขานอนไม่หลับเป็นเพราะแสงอาทิตย์ที่สาดส่องตลอดเวลา แต่ทว่าปัญหาภายในจิตใจและจิตสำนึกของเขาต่างหากที่รบกวนใจและฉุดดึงให้ร่างกายเขาทรุดโทรมจากการไม่หลับไม่นอน นี่เป็นหนังเรื่องเดียวของโนแลนด์ที่ไม่ได้เข้าชิงรางวัลในเวทีใหญ่ แต่ใช่ว่าหนังจะไม่มีคุณภาพนะ บอกได้เลยว่าเรื่องนี้ดูสนุก ทำให้ได้คิดแบบลึกซึ้ง แถมยังได้ดาราเจ้าของรางวัลออสการ์มาแสดงถึงสามคน คือ Al Pacino, Robin Williams และ Hilary Swank

นี่คือภาพยนตร์ 3 เรื่องแรกของโนแลนด์ ก่อนที่เขาจะก้าวมากำกับหนังเฟรนด์ไชน์แบทแมนและโด่งดังเป็นพลุแตก มีแฟนคลับเกิดขึ้นทุกมุมโลก ถูกยกย่องให้เป็นผู้กำกับที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ บทความต่อไปเราจะพาไปรู้จักกับหนังที่เหลืออีก 7 เรื่องของเขา…โปรดติดตาม